วิเคราะห์: น้ำมันขาขึ้นยาว! ทุ่นระเบิดและสงครามอสมมาตร ถล่มอุปทานนานเกินคาด
ตลาดสงบชั่วคราว — แต่เหตุโจมตีเรือรอบใหม่ทำลายความหวัง
ช่วงต้นสัปดาห์ ตลาดการเงินมีจังหวะผ่อนคลายลงหลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่าสถานการณ์ใกล้จะเสร็จสิ้น ราคาน้ำมันปรับตัวลงเล็กน้อยและตลาดหุ้นเริ่มทรงตัว
แต่แล้วภายใน 24 ชั่วโมงถัดมา ข่าวการโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบ Hormuz ทั้งเรือถูกกระสุนจนไฟไหม้ ก็พังความหวังนั้นลงอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์เหล่านี้ย้ำชัดว่า เส้นทางขนส่งยังมีความเสี่ยงสูง และความสงบที่เห็นอาจเป็นแค่ภาพลวงตา
การโจมตีขยายวงกว้าง — โครงสร้างพลังงานทั้งภูมิภาคถูกคุกคาม
ช่องแคบ Hormuz เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหา เรายังเห็นการโจมตีด้วยโดรนและอาวุธอื่นๆ ข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเป้าหมายรวมถึง โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน สนามบิน และศูนย์กลางการขนส่ง
ผลกระทบนี้ส่งผลให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในอ่าวเปอร์เซียลดกำลังการผลิตลงต่อเนื่อง ทั้งจากปัญหาการขนส่งที่หยุดชะงักและจากความกังวลด้านความปลอดภัยของพนักงานและอุปกรณ์:
- อิรัก — ลดการผลิต ~2.9 ล้านบาร์เรล/วัน
- ซาอุดีอาระเบีย — ลด ~2-2.5 ล้านบาร์เรล/วัน
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ — ลด ~500,000-800,000 บาร์เรล/วัน
- คูเวต — ลด ~500,000 บาร์เรล/วัน
รวมแล้วอุปทานที่หายไปราว 6-7 ล้านบาร์เรล/วัน หรือ ~6-7% ของอุปสงค์โลก สิ่งสำคัญคือ การปิดบ่อน้ำมันไม่ใช่สิ่งที่เปิดกลับได้ทันที — การรีสตาร์ทอย่างปลอดภัยต้องใช้เวลา แม้ความขัดแย้งจะจบลงในวันพรุ่งนี้
ภัยคุกคามจากทุ่นระเบิด — ปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบนานหลายเดือน
หนึ่งในพัฒนาการที่น่ากังวลที่สุดคือรายงานว่ามีการวาง ทุ่นระเบิดทางน้ำ (naval mines) ในช่องแคบ Hormuz นี่คือปัจจัยที่ตลาดอาจยังประเมินต่ำไปอย่างน่าตกใจ
ทุ่นระเบิดมีลักษณะเฉพาะที่ต่างจากภัยคุกคามอื่น — แม้ความขัดแย้งจะสงบลง ทุ่นระเบิดที่อยู่ในน้ำยังคงเป็นอันตราย และกระบวนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจากเส้นทางเดินเรือหลักเป็นงานที่ใช้เวลานานและซับซ้อน ตราบใดที่บริษัทขนส่งยังไม่มั่นใจในความปลอดภัย เรือจำนวนมากจะยังคงหลีกเลี่ยงพื้นที่นี้
สัญญาณที่สับสนจากวอชิงตัน — ตลาดต้องกรองข่าวอย่างระมัดระวัง
ตลาดยังเผชิญกับความท้าทายในการตีความข้อมูล มีรายงานจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่ากองทัพเรือได้คุ้มกันเรือสินค้าผ่านช่องแคบ Hormuz อย่างปลอดภัย แต่ข้อมูลดังกล่าว ถูกลบออกในเวลาต่อมา พร้อมระบุว่าไม่มีการคุ้มกันเกิดขึ้นจริง
เรามองว่าในสภาวะที่ข้อมูลขัดแย้งกันสูง นักลงทุนควร ให้น้ำหนักกับข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ มากกว่าพาดหัวข่าวที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกชั่วโมง
เศรษฐศาสตร์ของสงครามอสมมาตร — โดรนราคาหมื่น vs ขีปนาวุธราคาล้าน
มิติที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนคือ ต้นทุนที่ไม่สมดุลของสงครามครั้งนี้ อิหร่านใช้โดรนที่มีต้นทุนหลักหมื่นดอลลาร์ต่อลำ ขณะที่ขีปนาวุธป้องกันที่ใช้สกัดกั้นมีราคา หลักแสนถึงหลักล้านดอลลาร์ต่อลูก
ตัวเลขที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจน:
- สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธมูลค่าราว $5.6 พันล้าน ในช่วง 2 วันแรกของการโจมตี
- มีรายงานว่ารัฐบาลกำลังขอ งบเพิ่มเติมอีก $5 หมื่นล้าน สำหรับการดำเนินงานทางทหารและเติมคลังอาวุธ
สมการนี้หมายความว่า ฝ่ายที่ใช้อาวุธราคาถูกสามารถสร้างต้นทุนมหาศาลให้ฝ่ายตรงข้าม โดยไม่จำเป็นต้องชนะในเชิงทหารแบบดั้งเดิม — เพียงแค่ยืดเวลาความขัดแย้งก็เพียงพอที่จะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจ
ความขัดแย้งอาจเปลี่ยนรูปแบบ — จากสงครามเต็มรูปสู่สงครามกองโจร
สถานการณ์กำลังเปลี่ยนจากความขัดแย้งแบบดั้งเดิมไปสู่รูปแบบที่คล้าย สงครามกองโจร — การโจมตีระดับต่ำแต่ต่อเนื่องต่อเรือขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน และเป้าหมายในภูมิภาค
รูปแบบนี้คล้ายกับสิ่งที่เราเห็นในสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่โดรนราคาถูกถูกนำมาใช้โจมตีโครงสร้างพลังงานและโรงกลั่น ทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการป้องกัน
สิ่งที่ทำให้ตลาดกังวลคือ การโจมตีรูปแบบนี้ยากที่จะกำจัดได้หมดสิ้น แม้จะทำลายฐานยิงขีปนาวุธหรือสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหาร การโจมตีด้วยโดรนและอาวุธขนาดเล็กยังสามารถดำเนินต่อไปได้
สรุปมุมมอง — ความเสี่ยงที่ยืดเยื้อกว่าที่ตลาดคาดหวัง
เรามองว่าตลาดอาจมีแนวโน้มที่จะ ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป จากหลายปัจจัย:
- อุปทานที่ปิดไปแล้ว ต้องใช้เวลาในการกลับมา แม้สงครามจะจบ
- ทุ่นระเบิด อาจทำให้ช่องแคบ Hormuz ไม่ปลอดภัยอีกหลายเดือน
- รูปแบบสงครามอสมมาตร ทำให้ยากที่จะยุติความขัดแย้งอย่างเด็ดขาด
- ต้นทุนทางทหาร ของสหรัฐฯ พุ่งสูงอย่างรวดเร็ว สร้างแรงกดดันด้านการคลัง
ระดับสากล G7 กำลังหารือเรื่องการปล่อย Strategic Petroleum Reserves และยังมีการพูดถึงความเป็นไปได้ในการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียเพื่อเพิ่มอุปทาน
ดังนั้น นักลงทุนควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ ราคาพลังงานจะยืนในระดับสูงไปอีกนาน ไม่ใช่แค่ช่วงสั้นๆ อย่างที่ตลาดคาดการณ์กัน ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งทุ่นระเบิดที่ต้องใช้เวลากู้ การปิดบ่อน้ำมันที่ไม่อาจเปิดได้ทันที และรูปแบบสงครามอสมมาตรที่ยืดเยื้อ ล้วนกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า อุปทานน้ำมันจะกลับมาสู่ภาวะปกติได้ช้ากว่าที่ใครๆ คิด... และนี่คือขาขึ้นของพลังงานที่แท้จริง
