ทันข่าวลงทุน
Advertisement — 728×90

วิเคราะห์: น้ำมันขาขึ้นยาว! ทุ่นระเบิดและสงครามอสมมาตร ถล่มอุปทานนานเกินคาด

ตลาดสงบชั่วคราว — แต่เหตุโจมตีเรือรอบใหม่ทำลายความหวัง

ช่วงต้นสัปดาห์ ตลาดการเงินมีจังหวะผ่อนคลายลงหลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่าสถานการณ์ใกล้จะเสร็จสิ้น ราคาน้ำมันปรับตัวลงเล็กน้อยและตลาดหุ้นเริ่มทรงตัว

แต่แล้วภายใน 24 ชั่วโมงถัดมา ข่าวการโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบ Hormuz ทั้งเรือถูกกระสุนจนไฟไหม้ ก็พังความหวังนั้นลงอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์เหล่านี้ย้ำชัดว่า เส้นทางขนส่งยังมีความเสี่ยงสูง และความสงบที่เห็นอาจเป็นแค่ภาพลวงตา

การโจมตีขยายวงกว้าง — โครงสร้างพลังงานทั้งภูมิภาคถูกคุกคาม

ช่องแคบ Hormuz เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหา เรายังเห็นการโจมตีด้วยโดรนและอาวุธอื่นๆ ข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเป้าหมายรวมถึง โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน สนามบิน และศูนย์กลางการขนส่ง

ผลกระทบนี้ส่งผลให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในอ่าวเปอร์เซียลดกำลังการผลิตลงต่อเนื่อง ทั้งจากปัญหาการขนส่งที่หยุดชะงักและจากความกังวลด้านความปลอดภัยของพนักงานและอุปกรณ์:

  • อิรัก — ลดการผลิต ~2.9 ล้านบาร์เรล/วัน
  • ซาอุดีอาระเบีย — ลด ~2-2.5 ล้านบาร์เรล/วัน
  • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ — ลด ~500,000-800,000 บาร์เรล/วัน
  • คูเวต — ลด ~500,000 บาร์เรล/วัน

รวมแล้วอุปทานที่หายไปราว 6-7 ล้านบาร์เรล/วัน หรือ ~6-7% ของอุปสงค์โลก สิ่งสำคัญคือ การปิดบ่อน้ำมันไม่ใช่สิ่งที่เปิดกลับได้ทันที — การรีสตาร์ทอย่างปลอดภัยต้องใช้เวลา แม้ความขัดแย้งจะจบลงในวันพรุ่งนี้

หนึ่งในพัฒนาการที่น่ากังวลที่สุดคือรายงานว่ามีการวาง ทุ่นระเบิดทางน้ำ (naval mines) ในช่องแคบ Hormuz นี่คือปัจจัยที่ตลาดอาจยังประเมินต่ำไปอย่างน่าตกใจ

ทุ่นระเบิดมีลักษณะเฉพาะที่ต่างจากภัยคุกคามอื่น — แม้ความขัดแย้งจะสงบลง ทุ่นระเบิดที่อยู่ในน้ำยังคงเป็นอันตราย และกระบวนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดจากเส้นทางเดินเรือหลักเป็นงานที่ใช้เวลานานและซับซ้อน ตราบใดที่บริษัทขนส่งยังไม่มั่นใจในความปลอดภัย เรือจำนวนมากจะยังคงหลีกเลี่ยงพื้นที่นี้

สัญญาณที่สับสนจากวอชิงตัน — ตลาดต้องกรองข่าวอย่างระมัดระวัง

ตลาดยังเผชิญกับความท้าทายในการตีความข้อมูล มีรายงานจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่ากองทัพเรือได้คุ้มกันเรือสินค้าผ่านช่องแคบ Hormuz อย่างปลอดภัย แต่ข้อมูลดังกล่าว ถูกลบออกในเวลาต่อมา พร้อมระบุว่าไม่มีการคุ้มกันเกิดขึ้นจริง

เรามองว่าในสภาวะที่ข้อมูลขัดแย้งกันสูง นักลงทุนควร ให้น้ำหนักกับข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ มากกว่าพาดหัวข่าวที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกชั่วโมง

เศรษฐศาสตร์ของสงครามอสมมาตร — โดรนราคาหมื่น vs ขีปนาวุธราคาล้าน

มิติที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนคือ ต้นทุนที่ไม่สมดุลของสงครามครั้งนี้ อิหร่านใช้โดรนที่มีต้นทุนหลักหมื่นดอลลาร์ต่อลำ ขณะที่ขีปนาวุธป้องกันที่ใช้สกัดกั้นมีราคา หลักแสนถึงหลักล้านดอลลาร์ต่อลูก

ตัวเลขที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัดเจน:

  • สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธมูลค่าราว $5.6 พันล้าน ในช่วง 2 วันแรกของการโจมตี
  • มีรายงานว่ารัฐบาลกำลังขอ งบเพิ่มเติมอีก $5 หมื่นล้าน สำหรับการดำเนินงานทางทหารและเติมคลังอาวุธ

สมการนี้หมายความว่า ฝ่ายที่ใช้อาวุธราคาถูกสามารถสร้างต้นทุนมหาศาลให้ฝ่ายตรงข้าม โดยไม่จำเป็นต้องชนะในเชิงทหารแบบดั้งเดิม — เพียงแค่ยืดเวลาความขัดแย้งก็เพียงพอที่จะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

ความขัดแย้งอาจเปลี่ยนรูปแบบ — จากสงครามเต็มรูปสู่สงครามกองโจร

สถานการณ์กำลังเปลี่ยนจากความขัดแย้งแบบดั้งเดิมไปสู่รูปแบบที่คล้าย สงครามกองโจร — การโจมตีระดับต่ำแต่ต่อเนื่องต่อเรือขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน และเป้าหมายในภูมิภาค

รูปแบบนี้คล้ายกับสิ่งที่เราเห็นในสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่โดรนราคาถูกถูกนำมาใช้โจมตีโครงสร้างพลังงานและโรงกลั่น ทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการป้องกัน

สิ่งที่ทำให้ตลาดกังวลคือ การโจมตีรูปแบบนี้ยากที่จะกำจัดได้หมดสิ้น แม้จะทำลายฐานยิงขีปนาวุธหรือสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหาร การโจมตีด้วยโดรนและอาวุธขนาดเล็กยังสามารถดำเนินต่อไปได้

สรุปมุมมอง — ความเสี่ยงที่ยืดเยื้อกว่าที่ตลาดคาดหวัง

เรามองว่าตลาดอาจมีแนวโน้มที่จะ ประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป จากหลายปัจจัย:

  • อุปทานที่ปิดไปแล้ว ต้องใช้เวลาในการกลับมา แม้สงครามจะจบ
  • ทุ่นระเบิด อาจทำให้ช่องแคบ Hormuz ไม่ปลอดภัยอีกหลายเดือน
  • รูปแบบสงครามอสมมาตร ทำให้ยากที่จะยุติความขัดแย้งอย่างเด็ดขาด
  • ต้นทุนทางทหาร ของสหรัฐฯ พุ่งสูงอย่างรวดเร็ว สร้างแรงกดดันด้านการคลัง

ระดับสากล G7 กำลังหารือเรื่องการปล่อย Strategic Petroleum Reserves และยังมีการพูดถึงความเป็นไปได้ในการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียเพื่อเพิ่มอุปทาน

ดังนั้น นักลงทุนควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ ราคาพลังงานจะยืนในระดับสูงไปอีกนาน ไม่ใช่แค่ช่วงสั้นๆ อย่างที่ตลาดคาดการณ์กัน ปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งทุ่นระเบิดที่ต้องใช้เวลากู้ การปิดบ่อน้ำมันที่ไม่อาจเปิดได้ทันที และรูปแบบสงครามอสมมาตรที่ยืดเยื้อ ล้วนกำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า อุปทานน้ำมันจะกลับมาสู่ภาวะปกติได้ช้ากว่าที่ใครๆ คิด... และนี่คือขาขึ้นของพลังงานที่แท้จริง

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทวิเคราะห์

วิเคราะห์: สงครามอิหร่านจุดชนวนวิกฤตพลังงานโลก — น้ำมันทะลุ $100 และ Force Majeure ลุกลามเป็นลูกโซ่

Force Majeure ระเบิดเป็นลูกโซ่ — สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม สิ่งที่เรามองว่าน่ากังวลที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันที่พุ่ง แต่คือการประกาศ force majeure ที่กำลังลุกลามไปทั่วอุตสาหกรรมพลังงาน Force majeu...

บทวิเคราะห์

วิเคราะห์: สงครามอิหร่านลากยาว น้ำมันทะลุ $100 ตลาดทั่วโลกสั่นสะเทือน

น้ำมันทะลุ $100 — สัญญาณเตือนที่ตลาดมองข้ามไม่ได้อีกแล้ว เรามองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซียขณะนี้ไม่ใช่แค่ข่าวสงครามอีกรอบ แต่เป็นจุดเปลี่ยนที่จะกำหนดทิศทางตลาดการเงินทั่วโลกในช่วงหลายเดือนข...

บทวิเคราะห์

วิเคราะห์: 1 ล้านล้านบาทจากเงา — BND แฉขาดดุลรัสเซียหนักกว่าที่คิด อาจเขย่าอนาคตสงคราม

จากหน่วยข่าวกรองเยอรมนี — รัสเซียอาจมี "ขาดดุลเงา" ทะลุ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ หน่วยข่าวกรองสหพันธ์เยอรมนี (BND) ตอกย้ำข้อสงสัยที่มีมานาน ระบุว่าขาดดุลงบประมาณจริงของรัสเซียในปี 2025 อาจพุ่งสูงกว่าตัวเลขท...