วิเคราะห์: สงครามอิหร่าน จุดชนวนวิกฤตพลังงานครั้งใหม่ — โอกาสปลดล็อกรัสเซีย เดิมพันเศรษฐกิจโลก
ราคาน้ำมันผันผวนรุนแรง — จาก $120 ร่วงสู่ $90 ภายในไม่กี่วัน
ตลาดน้ำมันระเบิดความผันผวนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคา Brent crude ที่เคยวิ่งขึ้นแตะเกือบ $120 ต่อบาร์เรล ด้วยความกังวลด้านอุปทาน ก็เจอ แรงเทขายหนัก ร่วงลงมาอยู่ที่ราว $90 ต่อบาร์เรล อย่างรวดเร็ว หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าภารกิจใกล้จะเสร็จสิ้น และความขัดแย้งอาจยุติลงในเร็วๆ นี้
ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ วิ่งรับข่าวดี จากราคาน้ำมันที่ปรับลงมา ทำให้นักลงทุนเริ่มมีความหวังว่าสถานการณ์อาจคลี่คลายได้ในไม่ช้า แต่ต้องย้ำว่ายังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปว่าวิกฤตครั้งนี้ใกล้จะจบลง เพราะสถานการณ์ภาคสนามยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูงลิบ
อุปทานหายไป 6-7 ล้านบาร์เรลต่อวัน — หายนะที่ประเมินค่าไม่ได้
สงครามครั้งนี้ทำให้อุปทานน้ำมันโลกสั่นสะเทือนอย่างหนัก ผู้ผลิตหลายรายในภูมิภาคลดกำลังการผลิตลงจนน่าตกใจ:
- อิรัก — ลดการผลิตราว 2.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน (มากที่สุด)
- ซาอุดีอาระเบีย — ลดราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ — ลดราว 800,000 บาร์เรลต่อวัน
- คูเวต — ลดราว 500,000 บาร์เรลต่อวัน
รวมแล้วอุปทานที่หายไปคิดเป็นราว 6-7% ของอุปสงค์น้ำมันโลก ที่ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน และที่สำคัญกว่านั้น การขนส่งผ่าน ช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่รองรับ ~20% ของอุปทานน้ำมันและก๊าซโลก ก็หยุดชะงักอย่างหนัก เพราะเรือขนส่งต่างหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีความเสี่ยงอย่างสิ้นเชิง
ประเด็นร้อน — สหรัฐฯ อาจผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย
ประเด็นที่พลิกเกมตลาดพลังงานได้ในพริบตาคือความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจ ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียชั่วคราว เพื่อเร่งเพิ่มอุปทานเข้าสู่ตลาดโลกและลดแรงกดดันด้านราคาที่พุ่งสูง
ความเป็นไปได้นี้มาหลังจากการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างผู้นำสหรัฐฯ และรัสเซีย ซึ่งมีรายงานว่าหารือเกี่ยวกับวิกฤตพลังงานโลกและแนวทางรักษาเสถียรภาพอุปทานน้ำมัน
เมื่อมองหาแหล่งอุปทานที่พอจะเข้ามาช่วยพยุงสถานการณ์ตอนนี้ — ทั้งผู้ผลิตตะวันออกกลางหลายรายก็ลดกำลังผลิตเพราะความขัดแย้ง อิหร่านเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง เวเนซุเอลาก็ถูกนำกลับเข้าระบบไปแล้วบางส่วน — ทำให้ รัสเซียกลายเป็นแหล่งอุปทานขนาดใหญ่ที่ยังถูกจำกัดอยู่เพียงรายเดียว ที่พอจะเข้ามาแก้วิกฤตได้
ทางเลือกที่ยาก — เสถียรภาพพลังงาน vs แรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย
เรามองว่านี่คือ ทางเลือกเชิงนโยบายที่ยากลำบาก สำหรับสหรัฐฯ และพันธมิตร:
- ฝ่ายที่สนับสนุนการผ่อนคลาย มองว่าการเพิ่มอุปทานจากรัสเซียจะช่วยลดราคาน้ำมัน ลดแรงกดดันเงินเฟ้อ และป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย
- ฝ่ายที่คัดค้าน กังวลว่าการผ่อนคลายมาตรการจะทำให้รัสเซียมีรายได้จากน้ำมันเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจลดแรงจูงใจทางเศรษฐกิจในการยุติความขัดแย้งในยูเครน
ไม่ว่าหวยจะออกที่ทางไหน นี่คือตัวแปรสำคัญที่อาจเปลี่ยนสมการของตลาดพลังงานโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ
กลยุทธ์ "สงครามเศรษฐกิจ" — อิหร่านเน้นโจมตีโครงสร้างพลังงาน
ยุทธศาสตร์ของอิหร่านนั้นชัดเจน: เน้นเกมเศรษฐกิจผ่านการโจมตีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรง:
- โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน — โรงกลั่น ท่อส่ง และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านผลิต
- เส้นทางขนส่ง — ช่องแคบ Hormuz และเส้นทางเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย
- ห่วงโซ่อุปทาน — การขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไปยังตลาดโลก
แนวทางนี้คล้ายคลึงกับสิ่งที่เราเห็นในความขัดแย้งอื่นๆ เช่น การโจมตีโครงสร้างพลังงานในสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการทำลายโครงสร้างพลังงานกลายเป็น เครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย
และที่น่ากังวลคือ อิหร่านได้ส่งสัญญาณว่าเตรียมพร้อมสำหรับ "สงครามระยะยาว" ซึ่งหากเป็นจริง หมายความว่าการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานอาจไม่ใช่เรื่องชั่วคราวอย่างที่เราหวัง
ความเสี่ยงเงินเฟ้อรอบใหม่ — ธนาคารกลางอาจเลื่อนลดดอกเบี้ย
ผลพวงที่หนักหนาสาหัสที่สุดของวิกฤตครั้งนี้คือแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่กำลังคุกคามอีกครั้ง ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อ:
- ต้นทุนขนส่ง — ค่าเชื้อเพลิงภาคโลจิสติกส์พุ่ง
- ค่าพลังงาน — ค่าไฟฟ้าและก๊าซสำหรับครัวเรือนและธุรกิจ
- ต้นทุนการผลิต — กระทบภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก
- ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค — ต้นทุนที่สูงขึ้นถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภค
ก่อนหน้าวิกฤตครั้งนี้ ตลาดเคยคาดการณ์ว่าธนาคารกลางหลายแห่งจะเริ่มลดดอกเบี้ยในปี 2026 แต่ถ้าตลาดน้ำมันยัง ร้อนระอุไม่เลิก และราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง แบงก์ชาติอาจต้องจำใจถือยาวดอกเบี้ยสูงไปอีกนาน หรือเลวร้ายที่สุดคือต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อต้นทุนการกู้ยืมของทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ
แม้สงครามจบ — การฟื้นตัวของอุปทานต้องใช้เวลาหลายเดือน
เรามองว่าแม้ในกรณีที่ดีที่สุดคือความขัดแย้งยุติลงในเร็วๆ นี้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็จะยังคงอยู่อีกระยะหนึ่ง เนื่องจาก:
- กำลังการผลิต — ต้องใช้เวลาในการกลับสู่ระดับปกติ
- เส้นทางขนส่ง — ต้องเปิดใช้งานใหม่และตรวจสอบความปลอดภัย
- ผู้ประกอบการขนส่ง — ต้องมั่นใจในความปลอดภัยก่อนกลับเข้าพื้นที่
ดังนั้น แม้ตลาดจะตอบรับเชิงบวกต่อสัญญาณทางการทูต แต่ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริงอาจยืดเยื้อไปตลอดปี 2026
สรุปมุมมอง — อนาคตตลาดพลังงานอยู่ในมือใคร?
สถานการณ์ตอนนี้คือศึกชิงความเป็นต่อในตลาดพลังงานโลกที่มีตัวแปรมากมายยังคงไม่ชัดเจน และแต่ละตัวแปรนั้นจะส่งผลต่อตลาดการเงินในทิศทางที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง:
- การเจรจายุติความขัดแย้ง — หากสำเร็จ ราคาน้ำมันจะปรับตัวลงต่อ แต่สัญญาณจากอิหร่านยังบ่งชี้ว่าอาจยืดเยื้อ
- มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย — การผ่อนคลายจะเพิ่มอุปทานและกดราคาน้ำมัน แต่มีนัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน
- นโยบายดอกเบี้ย — หากวิกฤตพลังงานกดดันเงินเฟ้อ ธนาคารกลางอาจต้องปรับเปลี่ยนแผนลดดอกเบี้ย
- ความเสี่ยง recession — การหยุดชะงักของอุปทานที่ยืดเยื้ออาจผลักเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2026
ท่ามกลางพายุวิกฤตนี้ ไพ่ในมือของสหรัฐฯ คือการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย เพื่อปั๊มอุปทานน้ำมันเข้าสู่ตลาด แม้มันจะเป็นการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่เมื่อเงินเฟ้อกำลังกัดกินเศรษฐกิจโลกจนเสี่ยงถดถอย การเลือก 'จำใจช่วย' รัสเซียชั่วคราวอาจเป็นทางออกเดียวที่พอจะพยุงสถานการณ์ได้ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม อย่าได้คิดว่าปัญหาจะจบลงง่ายๆ สงครามเศรษฐกิจยังคงดำเนินต่อไป และความผันผวนของราคาน้ำมันจะยังคงเป็นเงาคุกคามตลาดไปอีกนาน จนกว่าความขัดแย้งในภูมิภาคจะคลี่คลายอย่างแท้จริง ซึ่งในตอนนี้ ดูเหมือนจะยังห่างไกลนัก
