วิเคราะห์: Fed พิมพ์เงินเพิ่ม 1.2 แสนล้านดอลลาร์ใน 3 เดือน — เงินเฟ้อจริงอยู่ที่เท่าไร
Fed กำลังพิมพ์เงินอีกครั้ง และอัตราเร่งกำลังเพิ่มขึ้น ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่าข้อมูลจากงบดุลของ Fed เองบอกเรื่องราวที่ต่างจากสิ่งที่สื่อกระแสหลักนำเสนอ ปริมาณเงิน M2 เพิ่มขึ้น 10.6% ต่อปี ขณะที่รัฐบาลบอกว่าเงินเฟ้อแค่ 2.4% ช่องว่างระหว่างสองตัวเลขนี้กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ และสงครามอิหร่านจะทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงอีก
งบดุล Fed เพิ่ม 1.2 แสนล้านดอลลาร์ใน 3 เดือน
ข้อมูลจากเว็บไซต์ของ Federal Reserve เอง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 งบดุลหลักของ Fed อยู่ที่ 6.155 ล้านล้านดอลลาร์ พอมาถึงวันที่ 25 มีนาคม 2569 ตัวเลขขยับขึ้นเป็น 6.271 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 1.2 แสนล้านดอลลาร์ (สุทธิ) ภายใน 3 เดือน คิดเป็นอัตราราว 4 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน หรือเกือบ 5 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี
และนี่คือตัวเลขก่อนที่สถานการณ์ทางการเงินจะเสื่อมถอยลงจากสงครามอิหร่าน หากต้องเร่งพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อรับมือกับวิกฤต อัตราจะสูงขึ้นอีกมาก
เงินที่พิมพ์ออกมาไปไหน — ซื้อหนี้รัฐบาลที่ไม่มีใครอยากซื้อ
กลไกทำงานอย่างนี้ Fed สร้างเงินจากอากาศ (พิมพ์ตัวเลขในระบบ) แล้วใช้เงินนั้นซื้อ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้ง T-bills T-notes และ T-bonds ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา Fed ซื้อ T-bills เพิ่มขึ้น 1.48 แสนล้านดอลลาร์ และ T-notes/bonds เพิ่มขึ้น 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์ รวมราว 1.81 แสนล้านดอลลาร์ (ก่อนหักสินทรัพย์อื่นที่ลดลง)
เหตุผลที่ Fed ต้องเข้ามาซื้อเพราะ มีคนอยากซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ น้อยลง ทั้งนักลงทุนสถาบัน ประชาชน และประเทศต่างๆ หากไม่มี Fed เข้ามาซื้อ รัฐบาลจะต้องเสนอดอกเบี้ยสูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อดึงดูดผู้ซื้อ ซึ่งจะทำให้ค่าดอกเบี้ยหนี้สาธารณะกว่า 39 ล้านล้านดอลลาร์ พุ่งขึ้นจนรับไม่ไหว Fed จึงเข้ามาเป็นผู้ซื้อรายสุดท้าย [buyer of last resort]
ทันข่าวลงทุนมองว่าน่าสนใจที่ Fed เรียกกระบวนการนี้ว่า [reserve management] ไม่ใช่ [quantitative easing] เพราะซื้อ T-bills ระยะสั้นเป็นหลัก แต่ข้อมูลจริงแสดงว่า T-notes และ T-bonds ระยะยาวก็เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งตามนิยามแล้วคือ [QE] ไม่ว่าจะเรียกชื่ออะไร ผลลัพธ์เหมือนกัน คือเงินถูกสร้างขึ้นใหม่และไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
CPI 2.4% — ตัวเลขที่ไม่ได้วัดเงินเฟ้อจริง
รัฐบาลสหรัฐฯ รายงานว่าเงินเฟ้อ CPI อยู่ที่ 2.4% แต่ทันข่าวลงทุนมองว่าตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนเงินเฟ้อจริง เพราะ CPI ไม่ได้วัดราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นตรงๆ แต่วัดการเปลี่ยนแปลงของค่าครองชีพ ซึ่งรวมเทคนิคทางสถิติหลายอย่างที่ทำให้ตัวเลขต่ำลง
ตัวอย่างง่ายๆ หากสินค้าราคา 100 ดอลลาร์เมื่อ 12 เดือนก่อน ตอนนี้ราคา 110 ดอลลาร์ เงินเฟ้อจริงคือ 10% แต่วิธีคำนวณ CPI จะบอกว่าผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าทดแทนในราคา 102.40 ดอลลาร์ได้ จึงรายงานเงินเฟ้อแค่ 2.4% หรืออาจตัดสินค้าบางรายการออกจากตะกร้าคำนวณโดยไม่ต้องมีเหตุผล
เมื่อเทียบกับ M2 money supply ที่เพิ่มขึ้น 10.6% ต่อปี ช่องว่างระหว่าง 2.4% กับ 10.6% คือสิ่งที่บอกว่าแรงกดดันเงินเฟ้อที่แท้จริงสูงกว่าที่ตัวเลขทางการสะท้อนอยู่มาก
ตลาดพันธบัตรส่งสัญญาณอันตราย — yield 30 ปีพุ่ง
อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งหมายความว่าราคาพันธบัตรลดลง เพราะคนขายมากกว่าซื้อ บ่งชี้ว่า สภาพคล่องในตลาดพันธบัตรกำลังแห้งเหือด
yield พันธบัตรอายุ 10 ปี ก็สำคัญเช่นกัน เพราะเป็นตัวกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านในสหรัฐฯ เมื่อ yield 10 ปีสูงขึ้น ดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านก็สูงขึ้นตาม กระทบตลาดอสังหาริมทรัพย์และการใช้จ่ายของผู้บริโภค
ทันข่าวลงทุนมองว่าตลาดพันธบัตรเป็นจุดที่น่ากังวลที่สุดขณะนี้ เพราะเป็นตลาดที่ใหญ่กว่าตลาดหุ้นหลายเท่า และหากตลาดพันธบัตรเกิดวิกฤตจริง ผลกระทบจะรุนแรงกว่าตลาดหุ้นร่วงมาก
Fed ติดกับ — ลดดอกเบี้ยไม่ได้ พิมพ์เงินก็เพิ่มเงินเฟ้อ
การซื้อขาย futures ดอกเบี้ยแสดงว่าตลาดประเมินว่า Fed จะ ตรึงดอกเบี้ย ไว้ในการประชุมเดือนพฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม และแม้แต่กันยายน โดยมีโอกาสกว่า 86% ที่ดอกเบี้ยจะไม่ถูกลดจนถึงกันยายน
Fed ติดอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางชนะ ลดดอกเบี้ยไม่ได้เพราะเงินเฟ้อยังสูง ขึ้นดอกเบี้ยก็ทำให้ต้นทุนหนี้สาธารณะพุ่ง เหลือทางเดียวคือ พิมพ์เงินเพิ่ม เพื่อป้องกันไม่ให้ฟองสบู่หนี้แตก
สิ่งที่ต้องอาศัย bailout และ liquidity เพิ่มเติม ได้แก่ ตลาด private credit ที่มีปัญหา อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่ทรุดตัว ธนาคารที่ถือสินเชื่อและพันธบัตรที่มูลค่าต่ำกว่าทุน และที่สำคัญที่สุดคือตลาดพันธบัตรเอง
ดอลลาร์สูญเสียกำลังซื้อ 96% นับตั้งแต่ปี 2456
ข้อมูลจาก Fed เองระบุว่าดอลลาร์สหรัฐฯ สูญเสียกำลังซื้อไปกว่า 96% นับตั้งแต่ Fed ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1913 (พ.ศ. 2456) นี่คือผลลัพธ์ของการพิมพ์เงินที่สะสมมากว่า 100 ปี
ทันข่าวลงทุนมองว่าเส้นทางข้างหน้าชัดเจน Fed จะต้องพิมพ์เงินเพิ่มอีก สกุลเงิน [fiat] จะยังคงสูญเสียมูลค่า และเงินเฟ้อจะเป็นภาวะถาวร ไม่ใช่ชั่วคราว สินทรัพย์จริง [real assets] ทั้งอสังหาริมทรัพย์ สินค้าโภคภัณฑ์ และโลหะมีค่า มีปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างจากการลดค่าของเงินกระดาษ
มุมมองทันข่าวลงทุน
ทันข่าวลงทุนประเมินว่า Fed กำลังพิมพ์เงินในอัตราที่เร่งขึ้น โดยไม่เรียกว่า QE สถานการณ์จะเลวร้ายลงเมื่อต้องรับมือกับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน วิกฤต private credit ปัญหาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ และแรงกดดันในตลาดพันธบัตร ทุกปัญหาต้องการ liquidity เพิ่ม ซึ่งหมายความว่า Fed จะต้องพิมพ์เงินมากขึ้นอีก
ช่องว่างระหว่าง CPI 2.4% กับ M2 ที่โต 10.6% คือสัญญาณว่าเงินเฟ้อจริงสูงกว่าที่ตัวเลขทางการบอกมาก และ yield พันธบัตรที่พุ่งขึ้นบ่งชี้ว่าตลาดเริ่มไม่เชื่อว่า Fed จะควบคุมสถานการณ์ได้ สินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับเงินเฟ้อและสินทรัพย์จริงจึงมีปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้าง ขณะที่สินทรัพย์ที่ผูกกับดอกเบี้ยคงที่มีความเสี่ยงสูง
บทวิเคราะห์นี้เป็นความเห็นของทีมงาน ทันข่าวลงทุน ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการซื้อขายหลักทรัพย์ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง
