วิเคราะห์: ทำไมตราสารหนี้น่าสนใจกว่าหุ้น — เมื่อตลาดกลัวเงินเฟ้อแต่ Fed ยังจะลดดอกเบี้ย
ตลาดตราสารหนี้กำลังส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกันอย่างน่าสนใจ ฝั่งอัตราดอกเบี้ย (rates) กลัวเงินเฟ้อจนเปลี่ยนจาก price in การลดดอกเบี้ยเป็น price in การขึ้นดอกเบี้ย แต่ฝั่งเครดิต (credit spreads) กลับไม่ได้กังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอยมากนัก ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่า ช่วงเวลานี้กลับเป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนตราสารหนี้ และเหตุผลก็ชัดเจน
Bear Flattening — เส้นอัตราผลตอบแทนบอกอะไร
สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดพันธบัตรคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า bear flattening ราคาพันธบัตรลดลง (yield ขึ้น) โดยเฉพาะ ฝั่งอายุสั้น (front end) ที่ yield พุ่งขึ้นแรงกว่าฝั่งอายุยาว (back end) เส้น yield curve จึงแบนลง
สาเหตุหลักคือตลาดเปลี่ยนการประเมินว่าธนาคารกลางจะทำอะไรต่อไป จากเดิมที่ price in ว่า [Fed] จะ ลดดอกเบี้ย ตอนนี้กลับ price in ว่า [Fed] อาจ ขึ้นดอกเบี้ย เพราะต้องรับมือกับแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจากสงครามอิหร่าน
ความขัดแย้งของอิหร่านไม่ได้เป็นแค่วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ แต่เป็น inflation shock เต็มรูปแบบในรูปของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และนี่คือสิ่งที่ตลาดพันธบัตรกำลังพยายามประเมินผลกระทบ
[Fed] ยังจะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง — มุมมองที่สวนตลาด
ทันข่าวลงทุนมองว่ากรณีฐาน (base case) คือ [Fed] จะ ลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ ซึ่งเป็นมุมมองที่ สวนทางกับตลาด อย่างชัดเจน เพราะตลาดตอนนี้ price in ว่า [Fed] จะตรึงดอกเบี้ยไว้ตลอดทั้งปี 2569 โดยไม่ลดเลย
เหตุผลที่ทันข่าวลงทุนยังเชื่อว่า [Fed] จะลดดอกเบี้ยมาจาก 2 ปัจจัย
ปัจจัยแรก คือ core [PCE] ซึ่งเป็นตัวเลขที่ [Fed] ให้ความสำคัญที่สุด ต้องแยกระหว่าง headline inflation กับ core inflation ให้ชัด Headline คือตัวเลขเงินเฟ้อรวมทุกอย่าง ซึ่งรวมราคาพลังงานที่กำลังพุ่ง แต่ core [PCE] ตัดส่วนที่ผันผวน (volatile) ออกไป รวมถึงพลังงาน ดังนั้นแม้ headline จะพุ่ง แต่ core อาจไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก และนี่คือตัวเลขที่ [Fed] ตัดสินใจ
ปัจจัยที่สอง คือตลาดแรงงาน [Fed] มี dual mandate คือดูแลทั้งเงินเฟ้อและการจ้างงาน เมื่อประเทศอยู่ในภาวะสงครามและความไม่แน่นอนสูง บริษัทมักระมัดระวังในการตัดสินใจ การจ้างงานเป็นหนึ่งในสิ่งที่ชะลอลงก่อน หาก labor market อ่อนแอลง [Fed] มีเหตุผลที่จะลดดอกเบี้ย
สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ กำลังพูดถึงการลดดอกเบี้ยแค่ 50 basis points ไม่ใช่ 300 basis points หาก [Fed] ไม่ลดดอกเบี้ย 50 basis points นั้น มันเปลี่ยนแนวโน้มเศรษฐกิจทั้งหมดหรือไม่? คำตอบคือไม่ เศรษฐกิจจะยังเดินหน้าได้ งบดุลภาคเอกชนยังแข็งแกร่ง
พันธบัตรเป็น Hedge ได้ไหม — คำตอบคือ ได้ แต่มีเงื่อนไข
พันธบัตรเคยเป็น เสาค้ำ ของพอร์ตลงทุนมาโดยตลอด เมื่อตลาดหุ้นลง พันธบัตรรัฐบาลมักจะขึ้น ทำหน้าที่เป็น safe haven แต่มีสถานการณ์หนึ่งที่พันธบัตร ไม่ทำหน้าที่ hedge ได้ดี นั่นคือเมื่อความไม่แน่นอนเกี่ยวข้องกับ เงินเฟ้อ โดยเฉพาะ
ตลาดกำลังพยายามประเมินว่าธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ ถ้าขึ้น พันธบัตรที่ถืออยู่จะให้ผลตอบแทนติดลบ (แม้จะยังได้คูปอง แต่ราคาเคลื่อนไหวผิดทาง)
ทันข่าวลงทุนมองว่า มี 2 เงื่อนไข ที่จะทำให้พันธบัตรเป็น hedge ที่ดีในระยะยาว หนึ่งคือ สถานการณ์อิหร่านลดความรุนแรงลง (deescalation) ซึ่งเป็นทิศทางที่น่าจะเกิดขึ้น แม้จะยังระบุเวลาไม่ได้ สองคือ ไม่มีผลกระทบระยะยาว ที่บังคับให้ [Fed] ต้องขึ้นดอกเบี้ย หากเป็นเพียง shock ชั่วคราว พันธบัตรก็ยังน่าสนใจ
Yield Creation — โอกาสที่เกิดจากความปั่นป่วน
จุดที่น่าสนใจที่สุดสำหรับนักลงทุนตราสารหนี้คือ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา yield ของตราสารหนี้เพิ่มขึ้น 50-175 basis points เมื่อเทียบกับก่อนสงคราม ทั้งจาก base rate ที่สูงขึ้น และ credit spread ที่กว้างขึ้นเล็กน้อย
พูดง่ายๆ คือ ตราสารหนี้ที่เคยให้ yield ไม่น่าสนใจ ตอนนี้ ให้ yield ที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับนักลงทุนที่มองหา income นี่คือจังหวะที่น่าจับตา
Credit Spread — ตลาดยังไม่กลัว Recession
ในขณะที่ตลาด rates กลัวเงินเฟ้อ ตลาดเครดิตเล่าเรื่องต่างออกไป
Investment grade spread กว้างขึ้นเพียง 6 basis points ส่วน high yield กว้างขึ้นราว 40 basis points ก่อนหน้านี้ spread อยู่ที่ percentile ที่ 0-10 ในรอบ 15 ปี (แน่นมาก) ตอนนี้ขยับมาที่ percentile ที่ 20 ซึ่งยังไม่ถือว่ากว้างผิดปกติ
สิ่งนี้บอกว่าตลาดเครดิต ไม่ได้กังวลเรื่อง recession จริงจัง ไม่มีใครพูดถึง "R word" ตลาดมองว่าจะยังมีการเติบโตเหนือแนวโน้ม (above-trend growth) แม้กับทุกอย่างที่เกิดขึ้น
ไม่มี disconnect ระหว่างตลาด rates กับตลาดเครดิต แต่เป็นเรื่องของ วัตถุประสงค์และขนาด ที่ต่างกัน ตลาด rates กังวลเรื่องเงินเฟ้อระยะสั้น ตลาดเครดิตมองผ่านไปที่พื้นฐานเศรษฐกิจระยะยาว
ถ้าเลือกได้ ขอเป็นตราสารหนี้ — ทำไม?
เมื่อมองภาพรวม เกือบ 1 เดือนเข้าสู่สงคราม คำถามคือ ถ้าเลือกได้ จะเป็น ตราสารหนี้หรือหุ้น? ทันข่าวลงทุนมองว่าตราสารหนี้น่าสนใจกว่าในสภาวะเช่นนี้ ด้วยเหตุผลพื้นฐาน
หากเศรษฐกิจเริ่มได้รับผลกระทบจากสงคราม ตราสารหนี้ อยู่สูงกว่าหุ้นในโครงสร้างเงินทุน (capital structure) ได้รับชำระก่อนหุ้นหากบริษัทมีปัญหา และผลตอบแทนไม่ได้พึ่งพาการเติบโตแบบ พุ่งทะยาน เหมือนหุ้น ประกอบกับ yield creation ที่เกิดขึ้นจากความปั่นป่วน ทำให้ตราสารหนี้ให้ real yield ที่น่าสนใจขึ้นอย่างชัดเจน
จับตา 4 ธนาคารกลาง — ปลายเดือนเมษายน
สิ่งที่จะช่วยคลายความตื่นตระหนกของตลาดคือ การประชุมธนาคารกลาง 4 แห่ง ในช่วงปลายเดือนเมษายน ได้แก่ [Fed], ธนาคารกลางญี่ปุ่น [BOJ], ธนาคารกลางยุโรป [ECB] และ ธนาคารกลางอังกฤษ [BOE]
ตอนนี้ตลาดตื่นตระหนกเพราะ ไม่รู้ ว่าธนาคารกลางจะทำอะไร แต่เมื่อได้ยินคำตอบจริงๆ ว่าจะขึ้น ตรึง หรือลดดอกเบี้ย พร้อมเหตุผลประกอบ ตลาดจะมีความชัดเจนมากขึ้น ความผันผวนอาจลดลง และราคาสินทรัพย์จะสะท้อนความเป็นจริงมากกว่าความกลัว
มุมมองทันข่าวลงทุน
ทันข่าวลงทุนประเมินว่าตลาดตราสารหนี้อยู่ในจุดที่น่าสนใจ yield สูงขึ้นจากทั้ง base rate และ credit spread ที่กว้างขึ้น สร้างโอกาสสำหรับนักลงทุนที่มองหา income ขณะที่ credit spread ยังไม่ได้ส่งสัญญาณ recession จริงจัง บ่งชี้ว่าพื้นฐานเศรษฐกิจยังไม่แตกหัก หาก [Fed] ลดดอกเบี้ยจริงตามกรณีฐาน ตราสารหนี้จะยิ่งได้ประโยชน์ ในภาวะที่หุ้นเผชิญความเสี่ยงจากทั้งเงินเฟ้อ สงคราม และการชะลอตัว ตราสารหนี้ที่ให้ yield สูงขึ้นพร้อมกับอยู่สูงกว่าในโครงสร้างเงินทุน ดูเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลในสภาวะเช่นนี้
บทวิเคราะห์นี้เป็นความเห็นของทีมงาน ทันข่าวลงทุน ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการซื้อขายหลักทรัพย์ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง
