วิเคราะห์: กาตาร์สูญ LNG 17% นาน 5 ปี — วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่จบง่ายแม้สงครามยุติ
แม้อิสราเอลจะตกลงหยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านตามคำขอของ Donald Trump และความรุนแรงของการโจมตีดูจะลดลง แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วนั้นรุนแรงเกินกว่าจะฟื้นตัวได้ในระยะสั้น โดยเฉพาะกาตาร์ที่สูญเสียกำลังการผลิต LNG ไปถึง 17% และอาจต้องใช้เวลาถึง 5 ปีกว่าจะกลับมาผลิตได้ นี่ไม่ใช่แค่ Shock ชั่วคราว แต่เป็นการสูญเสียอุปทานก๊าซธรรมชาติระดับโลกที่จะส่งผลสะเทือนยาวนานหลายปี
ขนาดความเสียหายในกาตาร์ — ใหญ่กว่าที่คิด
การโจมตีตอบโต้ของอิหร่านหลังอิสราเอลถล่ม South Pars ได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของกาตาร์อย่างหนัก ความเสียหายครอบคลุม LNG Train 2 แห่งจากทั้งหมด 14 แห่ง และโรงงาน Gas-to-Liquids (GTL) 1 แห่งจากทั้งหมด 2 แห่ง คิดเป็นอุปทาน LNG ที่หายไปจากตลาดโลกราว 12.8 ล้านตันต่อปี
ในแง่มูลค่า ความเสียหายมหาศาล — รายได้ที่สูญเสียราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์ จากโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้เงินสร้างถึง 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ มีการประเมินว่าความเสียหายครั้งนี้ทำให้การพัฒนาพลังงานในภูมิภาคถอยหลังไปถึง 20 ปี
Qatar Energy ได้ประกาศ Force Majeure ต่อการส่งออก LNG ส่วนบริษัทข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ ExxonMobil ที่ถือหุ้น 34% ใน LNG Train หนึ่งแห่ง และ 30% ในอีกแห่ง รวมถึง Shell ที่เกี่ยวข้องกับโรงงาน GTL ที่เสียหาย
ผลกระทบไม่จำกัดแค่ LNG
ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่าสิ่งที่ตลาดอาจมองข้ามคือผลกระทบนอกเหนือจาก LNG ที่กว้างขวางมาก การส่งออก Condensate ของกาตาร์คาดว่าจะลดลงราว 24% ขณะที่ LPG ลดลง 13% และ ฮีเลียม [Helium] ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมผลิตชิปและเทคโนโลยีขั้นสูง ลดลง 14% ขณะเดียวกัน แนฟทา [Naphtha] และ กำมะถัน [Sulfur] ก็ลดลงราว 6%
นี่คือการกระทบห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมทั่วโลกในวงกว้าง ไม่ใช่แค่ตลาดพลังงาน แต่รวมถึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ปิโตรเคมี และเคมีภัณฑ์
อิหร่าน-จีน และผลกระทบต่ออุปทานโลก
ยังไม่มีรายละเอียดเต็มของความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน แต่จากขนาดของการโจมตีโดยอิสราเอล คาดว่าจะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการแปรรูป การผลิต และการส่งออก สิ่งนี้สำคัญเพราะอิหร่านเป็นผู้ส่งออกพลังงานรายใหญ่ไปยังจีน หากจีนไม่สามารถซื้อพลังงานจากอิหร่านได้ ก็ต้องไปซื้อจากแหล่งอื่น ผลลัพธ์คืออุปทานลดลง อุปสงค์เพิ่มขึ้น และราคาพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก
Bond Yield พุ่ง — ต้นทุนกู้ยืมทั่วโลกสูงขึ้น
หนึ่งในพัฒนาการที่น่ากังวลที่สุดคือราคาพันธบัตรที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่า Bond Yield เพิ่มขึ้น และ Yield ที่สูงขึ้นหมายถึงต้นทุนกู้ยืมที่แพงขึ้นสำหรับทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาชนทั่วไปที่มีภาระสินเชื่อบ้าน
ประเทศอย่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรที่มีภาระหนี้สูงอยู่แล้วจะได้รับผลกระทบหนัก ต้นทุนดอกเบี้ยหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นจะจำกัดพื้นที่ทางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านที่สูงขึ้นจะกดดันตลาดอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคภาคครัวเรือน
น้ำมัน 105 ดอลลาร์ กับวงจรเงินเฟ้อ
ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ราว 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เทียบกับราว 60 ดอลลาร์ต้นปี — เพิ่มขึ้นกว่า 70% ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ปัญหาไม่ใช่แค่ราคาที่ขึ้น แต่คือจะอยู่สูงนานแค่ไหน เมื่อกำลังการผลิต LNG ส่วนสำคัญหายไปจากตลาดนานหลายปี สถานการณ์นี้ถูกมองว่าเป็น Energy Shock ระดับหลายปี ไม่ใช่แค่ความผันผวนระยะสั้น
ทันข่าวลงทุนประเมินว่าผลกระทบจะหนักเป็นพิเศษสำหรับยุโรป ซึ่งพึ่งพาก๊าซธรรมชาตินำเข้าอย่างมาก หลายประเทศในยุโรปเปลี่ยนจากถ่านหินมาใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ราคาก๊าซที่สูงขึ้นจึงหมายถึงค่าไฟ ค่าทำความร้อน และต้นทุนอุตสาหกรรมที่จะสูงขึ้นต่อเนื่องยาวนานกว่าสงครามจะจบ
ช่องแคบฮอร์มุซ — ความหวังเปิดใหม่ยังห่างไกล
พัฒนาการล่าสุดคือชาติยุโรป ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร รวมถึงญี่ปุ่นและแคนาดา ออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ ปกป้องอุปทานพลังงานโลก และประสานปฏิบัติการระหว่างประเทศ มีสัญญาณว่าหลายประเทศพร้อมส่งกำลังทางเรือมาช่วยรักษาความปลอดภัยเส้นทางเดินเรือ
ฟังดูดี แต่ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่าความเป็นจริงยากกว่านั้นมาก ภัยคุกคามไม่ได้มาจากเรือรบอีกฝ่ายเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงขีปนาวุธ โดรน และทุ่นระเบิดใต้น้ำ การมีเรือรบลาดตระเวนไม่ได้หมายความว่าจะปกป้องเรือบรรทุกน้ำมันทุกลำจากการโจมตีเหล่านี้ได้ คำถามสำคัญคือ — หากคุณเป็นกัปตันเรือบรรทุกน้ำมัน คุณจะกล้าแล่นผ่านช่องแคบนี้ไหม แม้มีเรือรบคุ้มกัน เมื่อโดรนลูกเดียวหรือทุ่นระเบิดลูกเดียวก็เพียงพอจะจมเรือทั้งลำ ตราบใดที่ความเสี่ยงยังอยู่ในระดับนี้ ราคาน้ำมันและก๊าซจะยังคงอยู่สูง
ไม่มีทางออกง่ายๆ — บทเรียนจากยูเครน
สงครามที่หลายคนคาดว่าจะจบในไม่กี่วันกำลังเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 โดยยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าจะยุติ อิสราเอลผลักดันเป้าหมายเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน ขณะที่ผู้นำอิหร่านไม่มีทางยอมเพราะนั่นหมายถึงจุดจบของอำนาจ ทั้งสองฝ่ายไม่มีแรงจูงใจที่จะถอย สถานการณ์จึงอาจยืดเยื้อนานกว่าที่คาดมาก
บทเรียนจากสงครามยูเครนชัดเจน — ประธานาธิบดี Putin คาดว่าสงครามจะจบใน 3 วัน แต่ผ่านมากว่า 4 ปีแล้วยังไม่จบ สงครามในอิหร่านอาจเดินตามรอยเดียวกัน
มุมมองต่อการลงทุน
ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่าสงครามอิหร่านเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดต่อเศรษฐกิจโลกนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2551 หากไม่มีทางออกในเร็ววัน ผลกระทบด้านลบต่อการเติบโต เงินเฟ้อ และตลาดการเงินในปี 2569 จะยิ่งเลวร้ายลง
สำหรับนักลงทุนไทย สถานการณ์นี้ส่งผลหลายทาง ต้นทุนพลังงานนำเข้าที่สูงขึ้นกดดันดุลการค้าและค่าเงินบาท หุ้นกลุ่ม Upstream ด้านพลังงานที่มีกำลังการผลิตเองน่าสนใจในฐานะที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะปิโตรเคมีและโรงกลั่น มีความเสี่ยงด้านอุปทาน ทองคำและสินทรัพย์ปลอดภัยยังคงน่าจับตาในฐานะที่หลบภัยท่ามกลางความไม่แน่นอนที่อาจยืดเยื้อเป็นปี
บทวิเคราะห์นี้เป็นความเห็นของทีมงาน ทันข่าวลงทุน ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการซื้อขายหลักทรัพย์ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง
