วิเคราะห์: สงครามอิหร่านจุดชนวนวิกฤตพลังงานโลก — น้ำมันทะลุ 115 ดอลลาร์ ก๊าซยุโรปพุ่ง 35% ใน 1 วัน
ภายใน 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา สถานการณ์สงครามในอิหร่านพลิกเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดพลังงานโลก เมื่ออิสราเอลเปิดฉากโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติ South Pars ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยตรง ผลที่ตามมาคือราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นกว่า 7% ในวันเดียว ทะลุ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปกระโดดขึ้น 35% — สัญญาณของวิกฤตพลังงานที่กำลังลุกลามข้ามพรมแดน
South Pars — เป้าหมายที่เปลี่ยนเกมทั้งกระดาน
การโจมตี South Pars ไม่ใช่การโจมตีเป้าหมายทางทหารตามปกติ แต่เป็นการเล็งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจหลักของอิหร่านโดยตรง South Pars รับผิดชอบสัดส่วนมหาศาลของการผลิตก๊าซธรรมชาติอิหร่าน และเป็นหัวใจของระบบพลังงานโลก เป้าหมายประเภทนี้ไม่เคยถูกโจมตีมาก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งได้ยกระดับจากสงครามทางทหารไปสู่สงครามทางเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ
รายงานเบื้องต้นระบุว่าบางส่วนของโรงงานได้รับความเสียหายและถูกบังคับให้หยุดผลิต สร้างความกังวลทั้งในแง่ของการหยุดชะงักในระยะสั้นและผลกระทบต่ออุปทานในระยะยาว
คำเตือนที่ไม่เคยมีมาก่อนจาก Donald Trump
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้นคือท่าทีของสหรัฐฯ Donald Trump โพสต์ข้อความบน Truth Social ระบุว่าอิสราเอลโจมตี South Pars ด้วยความโกรธแค้นต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง พร้อมเตือนว่าจะไม่มีการโจมตีเพิ่มเติมจากอิสราเอล เว้นแต่อิหร่านจะโจมตีกาตาร์ ซึ่งในกรณีนั้น สหรัฐฯ จะ "ทำลาย South Pars ทั้งหมด" ด้วยพลังที่อิหร่านไม่เคยเห็นมาก่อน
ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่านี่เป็นแถลงการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ — การขู่ว่าจะทำลายแหล่งก๊าซที่ใหญ่ที่สุดของโลกทั้งหมด ย่อมส่งสัญญาณชัดเจนว่าสหรัฐฯ พร้อมจะใช้กำลังทหารเต็มรูปแบบ Trump ยังยกเลิกกฎหมายการเดินเรือที่มีอายุหลายศตวรรษและกำลังพิจารณาส่งทหารเพิ่มอีกหลายพันนายเข้าสู่ภูมิภาค
อิหร่านตอบโต้ — ลุกลามข้ามพรมแดน
อิหร่านไม่ได้นิ่งเฉย ได้เปิดฉากโจมตีตอบโต้เป้าหมายด้านพลังงานและยุทธศาสตร์นอกพรมแดนทันที รวมถึง:
- โจมตี Ras Laffan LNG ในกาตาร์ ซึ่งเป็นโรงงานส่งออก LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
- การโจมตีใกล้เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบียและท่าเรือสำคัญของซาอุฯ
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ปิดโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซบางส่วนเป็นการป้องกัน
- คูเวตเพิ่มระดับการรักษาความปลอดภัยและเตรียมปิดโรงงานน้ำมันหลัก
สถานการณ์จึงไม่ใช่เหตุการณ์ที่จำกัดอยู่ในประเทศเดียวอีกต่อไป แต่กำลังลุกลามไปทั่วอ่าวเปอร์เซีย แม้แต่ประเทศที่ยังไม่ถูกโจมตีก็เริ่มดำเนินมาตรการป้องกัน
ช่องแคบฮอร์มุซ — จุดเปราะบางที่สุดของโลก
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซเลวร้ายลงเรื่อยๆ ประมาณ 20% ของอุปทานน้ำมันโลกไหลผ่านช่องแคบนี้ในแต่ละวัน แต่ตอนนี้ระบบ GPS ถูกรบกวน เรือบรรทุกน้ำมันเดินทางลำบาก บางลำถูกเปลี่ยนเส้นทาง บางลำติดค้างอยู่กลางทาง
ทันข่าวลงทุนประเมินว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ "Triple Shock" ต่อระบบพลังงานโลก — การผลิตหยุดชะงัก โครงสร้างพื้นฐานเสียหาย และเส้นทางขนส่งถูกปิดกั้น ทั้งสามปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่หนักหนาสาหัสกว่าวิกฤตน้ำมันครั้งใดในรอบหลายปี
ตลาดสะเทือน — ราคาพลังงานพุ่งทำสถิติ
ปฏิกิริยาของตลาดเกิดขึ้นทันทีและรุนแรง ราคาน้ำมันดิบพุ่งกว่า 7% ในวันเดียว แตะระดับสูงสุดที่ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นตั้งแต่ช่วงต้นสงครามยูเครน แต่จุดที่น่าตกใจกว่าคือราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปที่กระโดดขึ้น 35% ในวันเดียว
ตั้งแต่ต้นปี 2569 ราคาก๊าซยุโรปพุ่งจากราว 28 ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง มาอยู่ที่ราว 70 หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าในไม่กี่เดือน นี่คือสัญญาณอันตรายอย่างยิ่ง เพราะยุโรปพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลักในการผลิตไฟฟ้า ราคาก๊าซที่พุ่งขึ้นจึงไม่ได้กระทบแค่ภาคอุตสาหกรรม แต่กระทบทุกครัวเรือน ทุกธุรกิจ และราคาสินค้าแทบทุกประเภท
ธนาคารกลางติดหล่ม — ความหวังลดดอกเบี้ยริบหรี่
ปี 2569 เคยถูกคาดหวังว่าจะเป็นปีที่ธนาคารกลางทั่วโลกลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ตอนนี้ภาพนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ออสเตรเลียได้ขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว และยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อ ความเป็นไปได้ที่จะเห็นการขึ้นดอกเบี้ยกลับมาทั่วโลกก็ยิ่งสูงขึ้น
ทันข่าวลงทุนประเมินว่าธนาคารกลางอยู่ในสถานะที่ลำบากอย่างยิ่ง เงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนพลังงานไม่ใช่สิ่งที่แก้ได้ด้วยการขึ้นดอกเบี้ย เพราะการขึ้นดอกเบี้ยจะฉุดเศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้วให้ทรุดลงอีก แต่หากไม่ขึ้นดอกเบี้ย เงินเฟ้อก็จะลุกลาม นี่คือดาบสองคมที่ผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกต้องเผชิญ
ตลาดหุ้นเริ่มรับรู้ความเสี่ยง
ตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มปรับตัวลง เมื่อนักลงทุนรับรู้ปัจจัยเสี่ยงที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มขึ้น ต้นทุนพลังงานที่เพิ่ม การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรง
หากสถานการณ์ลุกลามต่อไป ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเห็นเศรษฐกิจโลกชะลอตัวรุนแรงกว่าที่คาดไว้ตั้งแต่ต้นปี สินทรัพย์เสี่ยงมีแรงกดดันหนัก ขณะที่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและพันธบัตรรัฐบาลน่าจับตาเป็นพิเศษในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนสูงเช่นนี้
นัยต่อนักลงทุน
สำหรับนักลงทุนไทย ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้จะมาในหลายมิติ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นย่อมกดดันอัตรากำไรของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาพลังงานสูง ค่าเงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนนำเข้าน้ำมันที่สูงขึ้น และเงินเฟ้อในประเทศมีโอกาสปรับตัวขึ้นตาม
หุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้นน่าสนใจในฐานะการป้องกันความเสี่ยง ขณะที่หุ้นกลุ่มที่มีต้นทุนพลังงานสูง เช่น สายการบิน ปิโตรเคมี และขนส่ง มีความเสี่ยงสูงในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าจับตาในฐานะที่หลบภัยท่ามกลางความไม่แน่นอน
บทวิเคราะห์นี้เป็นความเห็นของทีมงาน ทันข่าวลงทุน ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการซื้อขายหลักทรัพย์ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง
