วิเคราะห์: ช่องแคบฮอร์มุซปิด — วิกฤตปุ๋ยโลกกำลังจุดชนวนราคาอาหารพุ่งระลอกใหม่
ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากสงครามในอ่าวเปอร์เซียเป็นเพียงผลกระทบด่านแรก ด่านที่สองซึ่งรุนแรงไม่แพ้กันกำลังก่อตัวอย่างเงียบๆ — วิกฤตปุ๋ยเคมี เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นจนเรือขนส่งแทบผ่านไม่ได้ ปุ๋ยที่เกษตรกรทั่วโลกต้องการสำหรับการเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิกลับค้างอยู่กลางทะเล สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้น แต่เป็นคำถามว่าจะมีอาหารเพียงพอสำหรับโลกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าหรือไม่
แรงกระแทก 2 ระลอกต่อราคาอาหาร
ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่าผลกระทบต่อราคาอาหารจะมาเป็น 2 ระลอก ระลอกแรกเกิดขึ้นแล้ว — ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นหลังสงครามเริ่มต้นทำให้ต้นทุนขนส่งสินค้าเกษตรสูงขึ้นทันที ไม่ว่าจะเป็นค่าเรือขนส่ง ค่ารถบรรทุก ล้วนดันราคาอาหารที่เก็บเกี่ยวแล้วให้แพงขึ้น
แต่ระลอกที่สองต่างหากที่น่ากังวลกว่ามาก เพราะเป็นปัญหาที่ต้นทาง — ปุ๋ยที่เกษตรกรต้องการเพื่อปลูกอาหารตั้งแต่แรกอาจมาไม่ทันหรือมาไม่ได้เลย หากเมล็ดพันธุ์ลงดินโดยไม่มีปุ๋ยเพียงพอ ผลผลิตที่ได้จะลดลงอย่างมาก ซึ่งจะผลักดันราคาอาหารให้สูงขึ้นอีกรอบในช่วงปลายปี
ราคายูเรียพุ่ง 70% — สัญญาณอันตราย
ประเทศในอ่าวเปอร์เซียเป็นผู้ส่งออก ครึ่งหนึ่งของยูเรีย [Urea] ทั้งโลก และ 30% ของแอมโมเนีย [Ammonia] ทั่วโลก เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น อุปทานปุ๋ยจึงถูกตัดขาดอย่างฉับพลัน
ราคายูเรียพุ่งขึ้น 25% ในช่วงไม่กี่วันแรกหลังสงครามเริ่มต้น และตอนนี้อยู่ที่ 600 ดอลลาร์ต่อตัน เพิ่มขึ้นกว่า 70% จากเดือนธันวาคมที่ราคาอยู่แค่ 350 ดอลลาร์ต่อตัน นี่คือการพุ่งขึ้นที่รวดเร็วจนเกษตรกรหลายรายปรับตัวไม่ทัน
ซ้ำร้าย โรงงาน Ras Laffan ในกาตาร์ซึ่งเป็นผู้ผลิต LNG และผลิตภัณฑ์ปลายน้ำอย่างยูเรียรายใหญ่ ได้ประกาศ Force Majeure หลังถูกอิหร่านโจมตีและหยุดการผลิตยูเรีย การประกาศ Force Majeure หมายความว่าลูกค้าที่สั่งซื้อยูเรียไว้แล้ว — ในที่นี้คือเกษตรกรที่ซื้อปุ๋ยเพื่อเพาะปลูก — ไม่สามารถฟ้องร้องบริษัทได้เมื่อปุ๋ยราคาขึ้นหรือส่งมอบไม่ได้ เกษตรกรต้องรับความเสี่ยงเองทั้งหมด
เกษตรกรข้าวโพดติดหล่ม — ทางเลือกที่ไม่มีทางชนะ
ผลกระทบชัดเจนที่สุดอยู่ที่เกษตรกรข้าวโพด [Corn] ในอเมริกาเหนือ ข้าวโพดคิดเป็น 95% ของธัญพืชและอาหารสัตว์ที่ผลิตในสหรัฐฯ และเป็นพืชที่ต้องการปุ๋ยมากที่สุด เมื่อปุ๋ยราคาแพงและหายาก เกษตรกรข้าวโพดบางรายอาจพิจารณาเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นที่ใช้ธาตุอาหารน้อยกว่า เช่น ข้าวสาลี [Wheat] หรือถั่วเหลือง [Soybeans]
แต่ปัญหาคือพืชเหล่านั้นกำลังอยู่ในภาวะอุปทานล้นตลาดและราคากำลังตกลง เกษตรกรจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกที่ดี — ปลูกข้าวโพดก็ต้นทุนปุ๋ยแพงจนกำไรหด เปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นก็ราคาตกจนไม่คุ้ม
แข่งกับเวลา — หน้าต่างเพาะปลูกกำลังปิด
สิ่งที่ทำให้วิกฤตนี้รุนแรงเป็นพิเศษคือเรื่องของจังหวะเวลา ปุ๋ยส่วนใหญ่ที่ใช้ในการเพาะปลูกต้องใส่ในช่วงต้นของรอบการเพาะปลูก โดยเฉพาะข้าวโพดและข้าวสาลีฤดูใบไม้ผลิที่ต้องใส่ปุ๋ยตั้งแต่เริ่มต้น ปริมาณและระยะเวลาของการใส่ปุ๋ยในเดือนหน้าจะเป็นตัวกำหนดผลผลิตและราคาอาหารในอนาคต
ยิ่งไปกว่านั้น เกษตรกรจำนวนมากสั่งซื้อและจ่ายเงินค่าปุ๋ยไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับของ ปุ๋ยเหล่านั้นอาจติดอยู่บนเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ นักวิเคราะห์แนะนำให้เกษตรกรตรวจสอบสถานะการขนส่งทันทีและพิจารณาทำประกันความเสี่ยงสำหรับสินค้าที่ต้องผ่านช่องแคบ แต่ก็เป็นเรื่องยากเพราะบริษัทประกันเริ่มยกเลิกความคุ้มครองเรือขนส่งทั่วภูมิภาคตั้งแต่วันแรกที่สงครามเริ่ม
เส้นตาย 2 สัปดาห์ที่เลยมาแล้ว
ทันข่าวลงทุนประเมินว่าจุดวิกฤตอยู่ที่ระยะเวลา — หากช่องแคบฮอร์มุซปิดนานกว่า 2 สัปดาห์ หรือกาตาร์ไม่สามารถซ่อมแซมโรงงานได้ทัน ห่วงโซ่อุปทานปุ๋ยทั้งระบบจะหยุดชะงักไม่ว่าจะมาจากแหล่งไหน เพราะตลาดปุ๋ยเป็นตลาดโลกที่เชื่อมโยงกันหมด เมื่ออุปทานจากอ่าวเปอร์เซียหายไป ผู้ซื้อจะแย่งซื้อจากแหล่งอื่นจนราคาพุ่งไปทั่ว และการประเมินนี้มีอายุเกินหนึ่งสัปดาห์แล้ว ซึ่งหมายความว่าเส้นตายอาจผ่านไปแล้ว
นัยต่อตลาดและนักลงทุน
ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่าวิกฤตปุ๋ยครั้งนี้เป็นตัวเร่งเงินเฟ้อที่ตลาดยังไม่ได้รับรู้อย่างเต็มที่ ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นดันต้นทุนขนส่งทันที แต่ราคาอาหารที่จะแพงขึ้นจากผลผลิตลดลงจะมาอีกระลอกในช่วงครึ่งหลังของปี เป็นเงินเฟ้อแบบ "ซ้อนชั้น" ที่ธนาคารกลางรับมือได้ยาก
สำหรับนักลงทุนไทย ราคาอาหารโลกที่สูงขึ้นจะส่งผลตรงต่อต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์และสินค้าเกษตรนำเข้า หุ้นกลุ่มเกษตรและอาหารที่มีอำนาจต่อรองด้านราคาน่าจับตาในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ขณะที่ธุรกิจที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า โดยเฉพาะอาหารสัตว์ มีความเสี่ยงด้านต้นทุนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ราคาปุ๋ยที่พุ่งขึ้นยังเป็นปัจจัยกดดันต้นทุนเกษตรกรไทยที่นำเข้าปุ๋ยเป็นหลัก ซึ่งอาจทำให้ราคาอาหารในประเทศปรับตัวสูงขึ้นในที่สุด
วิกฤตครั้งนี้ตอกย้ำว่าสงครามในอ่าวเปอร์เซียไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมัน แต่กำลังคุกคามความมั่นคงทางอาหารของโลกอย่างแท้จริง
บทวิเคราะห์นี้เป็นความเห็นของทีมงาน ทันข่าวลงทุน ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการซื้อขายหลักทรัพย์ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง
