วิเคราะห์: Fed คงดอกเบี้ย — เงินเฟ้อดื้อ ภาษีถ่วง น้ำมันพุ่ง แต่ยังหวังลด 1 ครั้งปี 2569
Fed คงดอกเบี้ย — เงินเฟ้อชะลอช้ากว่าคาด แต่ยังหวังลด 1 ครั้งในปีนี้
การประชุม FOMC รอบล่าสุดไม่มีเซอร์ไพรส์ — Fed คงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่สิ่งที่น่าจับตากว่าตัวเลขดอกเบี้ยคือการปรับประมาณการเศรษฐกิจครั้งใหม่ ซึ่งส่งสัญญาณว่า Fed กำลังเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่างเศรษฐกิจที่ยังเติบโตได้ดีกับเงินเฟ้อที่ดื้อดึงกว่าที่คิด
ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่าจุดสำคัญของการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่ตัวเลขดอกเบี้ย แต่อยู่ที่ Summary of Economic Projections (SEP) ซึ่ง Fed ไม่ได้อัปเดตทุกรอบประชุม ทำให้การประชุมครั้งนี้มีน้ำหนักมากกว่าปกติ
ประมาณการใหม่: GDP ดีขึ้น แต่เงินเฟ้อแย่ลง
หากดูตัวเลขรายการต่อรายการ ภาพที่ออกมาค่อนข้างขัดแย้งกันเอง
- GDP ปี 2569 — ปรับขึ้นจาก 2.3% เป็น 2.4% สะท้อนว่า Fed ยังมองเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตได้ดี
- อัตราว่างงาน — คงไว้ที่ 4.4% ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนธันวาคม หมายความว่า Fed ยังเชื่อว่าตลาดแรงงานจะทรงตัว
- PCE Inflation — ปรับขึ้นจาก 2.4% เป็น 2.7% ห่างจากเป้า 2.0% อย่างมีนัยสำคัญ
- Core PCE Inflation — ปรับขึ้นจาก 2.5% เป็น 2.7% ขณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 3.1%
สิ่งที่น่าสังเกตคือแม้ Fed จะยอมรับว่าเงินเฟ้อจะชะลอลงช้ากว่าที่เคยคาด แต่กลับยังคาดการณ์ว่าจะลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้งในปี 2569 ทันข่าวลงทุนประเมินว่าตรงนี้เป็นจุดที่ตลาดควรตั้งคำถาม เพราะหากเงินเฟ้อยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย เหตุผลในการลดดอกเบี้ยก็ดูบางลงไปเรื่อย ๆ
น้ำมันและดีเซล — ตัวแปรที่ Fed ยังไม่รู้จะจัดการอย่างไร
ประเด็นที่ถูกถามหนักในแถลงข่าวคือผลกระทบของราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น โดยเฉพาะราคาดีเซลที่เพิ่มเร็วกว่าน้ำมันเบนซิน ดีเซลเป็นต้นทุนหลักของการขนส่งอาหารและสินค้าต่าง ๆ ซึ่งหมายความว่าผลกระทบจะไม่จำกัดอยู่แค่ headline inflation แต่จะซึมเข้าไปใน core inflation ด้วย
Jerome Powell ยอมรับว่า Fed ตระหนักถึงความเสี่ยงนี้ แต่คำตอบของเขาสรุปได้สั้น ๆ ว่า "ต้องรอดู" เขาบอกว่ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของสถานการณ์ ไม่รู้ว่าผลกระทบจะใหญ่แค่ไหน จะยาวนานแค่ไหน และจะกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากน้อยเพียงใด
ทันข่าวลงทุนมองว่าท่าทีนี้สะท้อนความลำบากใจของ Fed อย่างชัดเจน ในทางทฤษฎี ธนาคารกลางมักจะ "มองทะลุ" (look through) ผลกระทบจากราคาพลังงานที่เป็นปัจจัยชั่วคราว แต่ Powell เองก็พูดชัดว่าบริบทครั้งนี้ต่างออกไป เพราะเงินเฟ้อสหรัฐฯ อยู่เหนือเป้าหมาย 2% มาแล้ว เกือบ 5 ปี การจะ look through ราคาพลังงานในสภาพแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย
ภาษีนำเข้า — ตัวถ่วงเงินเฟ้อที่ยังไม่หมดแรง
อีกประเด็นสำคัญที่ Powell พูดถึงคือผลกระทบของภาษีนำเข้า (tariffs) ปัจจุบัน core inflation อยู่ที่ราว 3.0% และ Powell ระบุว่าราว 50-75% ของส่วนที่เกินเป้ามาจากผลกระทบของภาษีนำเข้าโดยตรง
Fed มองว่าสิ่งที่ต้องเห็นในช่วงครึ่งหลังของปีคือ การที่ผลกระทบแบบ one-time ของภาษีนำเข้าค่อย ๆ ผ่านพ้นไป ทำให้เงินเฟ้อด้านสินค้าปรับลดลง หาก Fed ไม่เห็นสัญญาณนี้ การลดดอกเบี้ยก็จะไม่เกิดขึ้น
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การลดดอกเบี้ย 1 ครั้งที่ Fed ยังคาดการณ์ไว้นั้นมาพร้อมเงื่อนไข — ถ้าเงินเฟ้อจากภาษีไม่ลดลงตามที่คาด ก็ไม่มีการลดดอกเบี้ย ตรงไปตรงมา
ตลาดแรงงาน: ไม่ใช่ข้ออ้างในการลดดอกเบี้ย
คำถามที่แหลมคมที่สุดในการแถลงข่าวครั้งนี้คือ ตลาดแรงงานที่อ่อนตัวจะเป็นข้ออ้างให้ Fed ลดดอกเบี้ยแม้เงินเฟ้อยังสูงหรือไม่ ข้อมูลที่ถูกหยิบยกมาคือ ตัวเลขจ้างงานเดือนธันวาคมถูกปรับลดลงเหลือเพียง 7,000 ตำแหน่ง เดือนมกราคมก็ปรับลด และเดือนกุมภาพันธ์สูญเสียตำแหน่งงานไปถึง 92,000 ตำแหน่ง
แต่ Powell ปฏิเสธที่จะบอกว่าความเสี่ยงด้านการจ้างงานมากกว่าเงินเฟ้อ เขาชี้ว่าอัตราว่างงานยังทรงตัวตั้งแต่เดือนกันยายน และในสภาวะที่ทั้ง supply และ demand ของแรงงานลดลงพร้อมกัน (ส่วนหนึ่งจากนโยบายผู้อพยพ) การดูอัตราว่างงานมีความหมายมากกว่าตัวเลขการสร้างงาน
ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่านี่เป็นสัญญาณชัดเจนว่า Fed จะไม่ใช้ตลาดแรงงานเป็นเหตุผลในการเร่งลดดอกเบี้ย ตราบใดที่อัตราว่างงานยังไม่ขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักมากกว่า
สงครามตะวันออกกลาง — ตัวแปรที่ไม่มีใครคาดเดาได้
เมื่อถูกถามว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางจะเปลี่ยนท่าทีของ Fed อย่างไร Powell ตอบตรง ๆ ว่า "ไม่รู้" การประชุมครั้งถัดไปคือวันที่ 29 เมษายน ซึ่งห่างออกไป 6 สัปดาห์ และเขามองว่าจะเรียนรู้อะไรอีกมากในช่วงเวลานั้น ทั้งเรื่องราคาน้ำมันและภาพรวมเศรษฐกิจ
ที่น่าสนใจคือการประชุมวันที่ 29 เมษายนจะเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของ Powell ในฐานะประธาน Fed หากประธานคนใหม่ยังไม่เข้ารับตำแหน่งทัน ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับทิศทางนโยบายในช่วงรอยต่อ
ตลาดให้โอกาส 95.9% ที่ Fed จะคงดอกเบี้ยในเดือนเมษายน และมีโอกาสเพียง 4.1% ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย การลดดอกเบี้ยจึงถูกปิดประตูสนิทสำหรับการประชุมครั้งหน้า
นัยต่อการลงทุน
ทันข่าวลงทุนประเมินว่าสถานการณ์ปัจจุบันทำให้สินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยยังคงอยู่ในโซนกดดัน ทั้งหุ้นเทคโนโลยีที่ valuation สูงและตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในทางกลับกัน ดอลลาร์สหรัฐฯ และพันธบัตรระยะสั้นยังมีปัจจัยหนุนจากดอกเบี้ยที่คงอยู่ในระดับสูง
สิ่งที่ต้องจับตาในช่วง 6 สัปดาห์ข้างหน้าคือ สถานการณ์ตะวันออกกลางและราคาน้ำมัน ตัวเลขเงินเฟ้อที่จะออกมา และกระบวนการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธาน Fed ตัวแปรเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดว่า "การลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง" ที่ Fed คาดไว้จะเกิดขึ้นจริงหรือกลายเป็นเพียงความหวัง
สำหรับนักลงทุนที่มีสถานะในสินทรัพย์เสี่ยง ช่วงนี้เป็นช่วงที่ความไม่แน่นอนสูงผิดปกติ การบริหารความเสี่ยงและการกระจายพอร์ตจึงมีความสำคัญมากกว่าการพยายามคาดเดาทิศทางดอกเบี้ย
บทวิเคราะห์นี้เป็นความเห็นของทีมงาน ทันข่าวลงทุน ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการซื้อขายหลักทรัพย์ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง
