วิเคราะห์: ผลกระทบที่มองไม่เห็น — สงครามอิหร่านกระทบตั้งแต่จานข้าวถึงชิป AI
วิกฤตครั้งนี้ถูกประเมินว่าเป็น การหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก ราคา [Brent] พุ่งขึ้นเกือบ 60% ในเดือนเดียว แตะ 116 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บางนักวิเคราะห์ประเมินว่าอาจถึง 200 ดอลลาร์หากสงครามยืดเยื้อถึงเดือนมิถุนายน แต่ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่าราคาน้ำมันเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ผลกระทบที่แท้จริงลึกกว่านั้นมาก ลามตั้งแต่ความมั่นคงด้านอาหาร ห่วงโซ่อุปทานชิปเซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมพลาสติกที่เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจสมัยใหม่
เอเชียรับผลกระทบก่อนใคร — คลื่นกำลังเคลื่อนไปทางตะวันตก
น้ำมันราว 80% ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมุ่งหน้าสู่เอเชีย ผลกระทบจึงตกอยู่ที่ภูมิภาคนี้หนักที่สุด เกาหลีใต้นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง 70% ญี่ปุ่น 95% และฟิลิปปินส์ 98%
แต่ละประเทศเริ่มรับมือตามศักยภาพของตัวเอง เกาหลีใต้ กำลังพิจารณาขยายข้อจำกัดการขับรถไปสู่ประชาชนทั่วไป หลังจากเริ่มจำกัดภาครัฐไปก่อนแล้ว ฟิลิปปินส์ ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน โดยระบุว่าทุกมาตรการอยู่บนโต๊ะ ศรีลังกา ประกาศให้ทุกวันพุธเป็นวันหยุดราชการ พร้อมปันส่วนเชื้อเพลิง ไทย ขอให้ประชาชนเปิดแอร์ในระดับต่ำ และสั่งให้พนักงานทำงานจากบ้าน ส่วน อินเดีย กำลังเผชิญกับวิกฤตก๊าซหุงต้มที่ทำให้ครัวเรือนและธุรกิจเดือดร้อน
การวิเคราะห์ตลาดพลังงานชี้ว่า [energy shock] ครั้งนี้เคลื่อนที่แบบลำดับ ไม่ใช่พร้อมกัน เป็นคลื่น [supply disruption] ที่เคลื่อนไปทางตะวันตก เอเชียโดนก่อน ตามด้วย แอฟริกา ที่จะรู้สึกผลกระทบชัดเจนต้นเดือนเมษายน ยุโรป กลางเดือนเมษายน และ สหรัฐฯ เป็นรายสุดท้าย แม้สหรัฐฯ จะไม่เผชิญกับการขาดแคลนเชื้อเพลิงโดยตรงในระยะสั้น แต่จะได้รับผลกระทบผ่านราคาที่สูงขึ้นและตลาดผลิตภัณฑ์กลั่นที่ปั่นป่วน
ปุ๋ย +50% ตรงช่วงเพาะปลูก — วิกฤตอาหารกำลังก่อตัว
ปุ๋ยส่วนใหญ่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ ตะวันออกกลางที่อุดมด้วยพลังงานจึงเป็นผู้ผลิตปุ๋ยรายสำคัญของโลก ปุ๋ยทางทะเลราว 1 ใน 3 ของโลกปกติผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเฉพาะยูเรียและปุ๋ยฟอสเฟต การปิดช่องแคบทำให้เกิดภาวะขาดแคลนและราคาพุ่ง สัญญาซื้อขายล่วงหน้ายูเรียเพิ่มขึ้นราว 50% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น
สมการง่ายมาก ปุ๋ยแพงขึ้นหมายถึงต้นทุนเกษตรกรพุ่ง ปุ๋ยขาดแคลนหมายถึงผลผลิตต่ำลง ทั้งสองรวมกันคือ ราคาอาหารที่จะแพงขึ้น ทั่วโลก และวิกฤตนี้มาตรงจังหวะฤดูเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิในซีกโลกเหนือพอดี
ทันข่าวลงทุนมองว่าประเด็นนี้อาจกลายเป็นปัญหาการเมืองในหลายประเทศ ตั้งแต่สหรัฐฯ อินเดีย ไปจนถึงยุโรป เพราะราคาอาหารเป็นจุดอ่อนทางการเมืองทุกที่ และเกษตรกรเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลทางการเมืองสูง
สำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาปุ๋ยนำเข้า สถานการณ์อาจเลวร้ายกว่ามาก ประมาณการระหว่างประเทศชี้ว่าจำนวนผู้ประสบภาวะอดอยากเฉียบพลันอาจเพิ่มขึ้น 45 ล้านคน จากฐาน 318 ล้านคนก่อนสงคราม หากความขัดแย้งยืดเยื้อถึงไตรมาส 2
ฮีเลียมขาด — สึนามิกำลังจะถล่มอุตสาหกรรมชิป
กาตาร์ผลิตฮีเลียมเกือบ 1 ใน 3 ของโลก เพราะฮีเลียมเป็นผลพลอยได้จากการแปรรูปก๊าซธรรมชาติ และทั้งหมดส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ฮีเลียมเป็นสิ่งจำเป็นในหลายขั้นตอนของการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และไมโครชิปที่ขับเคลื่อนอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่
ขณะนี้ผู้ผลิตชิปอย่าง [TSMC] และ [Samsung] ยังพอพึ่งพาฮีเลียมที่สำรองไว้และที่ส่งมาก่อนสงคราม แต่ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเตือนว่า ตอนนี้ยังเป็นวันแดดดีบนชายหาด แต่สึนามิกำลังมา
หากสงครามไม่จบเร็ว อุตสาหกรรมชิปจะเผชิญกับปัญหาอุปทานฮีเลียมอย่างรุนแรง ในจังหวะที่โลกกำลังต้องการชิปมากขึ้นเรื่อยๆ จากอุปสงค์ AI ที่ไม่หยุดเติบโต
พลาสติก +40% — วัสดุที่ซ่อนอยู่ในทุกอย่าง
พลาสติกแทบทั้งหมดมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล แม้จะมีกระแสลดพลาสติก แต่ความจริงคือพลาสติกยังเป็นวัสดุที่ขาดไม่ได้ ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ของเล่น อุปกรณ์การแพทย์ ไปจนถึงกระบวนการผลิตในโรงงาน
เอเชียผลิตพลาสติกมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก โดยจีนเป็นผู้ผลิตรายใหญ่สุด แต่ภูมิภาคนี้นำเข้า แนฟทา [naphtha] ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของพลาสติกจากตะวันออกกลาง กว่า 60% ในปี 2568 การหยุดชะงักของอุปทานทำให้ราคาพลาสติกพุ่ง ราคา [polyethylene] และ [polypropylene] เพิ่มขึ้นเกือบ 40% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเงินเฟ้อในทุกอุตสาหกรรมปลายน้ำ
หมอกหนาทึบ — สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ยากขึ้นอีก
นอกจากผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรง สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงคือ ความไม่แน่นอนที่สูงมาก ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าสงครามจะไปทิศทางไหน และคำถามนี้ยังเปิดกว้าง ทำให้ธุรกิจ นักลงทุน และประชาชนทั่วไปไม่รู้จะรับมืออย่างไร
นักวิเคราะห์ตลาดทุนระบุว่าสถานการณ์เหมือนอยู่ในหมอกหนาทึบ ที่เกิดจากการสื่อสารที่ขัดแย้งกันของรัฐบาล [Trump] เกี่ยวกับสงคราม เป้าหมาย ระยะเวลา การขยายตัว และทางออก ความไม่แน่นอนนี้เพิ่มต้นทุนให้ตลาดโลกอีกชั้นหนึ่ง เพราะเมื่อไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ทุกคนก็ต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
โครงสร้างพื้นฐานพัง — ซ่อม 5 ปีแม้สงครามจบพรุ่งนี้
แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดพรุ่งนี้ ตลาดพลังงานก็ต้องใช้เวลาฟื้นตัว โดยเฉพาะจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน การโจมตีของอิหร่านทำให้กำลังการส่งออก [LNG] ของกาตาร์หายไป 17% และการซ่อมแซมอาจใช้เวลา สูงสุด 5 ปี เรือบรรทุกน้ำมันหลายร้อยลำค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย โกดังเก็บน้ำมันเต็ม ประเทศผู้ผลิตถูกบังคับให้ลดการผลิต ทั้งหมดนี้จะไม่กลับสู่ปกติข้ามคืน
ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรป วัดจากดัชนี [Dutch TTF] เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวนับตั้งแต่สงครามเริ่ม ขณะที่ [SPR] ที่ [IEA] ปล่อย 400 ล้านบาร์เรลนั้น เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาระยะยาว
มุมมองทันข่าวลงทุน
ทันข่าวลงทุนประเมินว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามอิหร่าน กว้างขวางกว่าที่ราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียวจะบอกได้ ปุ๋ยขึ้น 50% ในช่วงเพาะปลูก ฮีเลียมขาดแคลนคุกคามห่วงโซ่อุปทานชิป พลาสติกขึ้น 40% กระทบทุกอุตสาหกรรม และคลื่นผลกระทบกำลังเคลื่อนตัวจากเอเชียไปสู่แอฟริกา ยุโรป และสหรัฐฯ ตามลำดับ
สิ่งที่ทำให้วิกฤตนี้ต่างจากทุกครั้งคือ ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ในภาคพลังงาน แต่ซึมเข้าไปในทุกชั้นของเศรษฐกิจ ตั้งแต่จานข้าวของครัวเรือน ชิปในโทรศัพท์มือถือ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์บนชั้นวางซูเปอร์มาร์เก็ต ยากที่จะหาภาคส่วนใดที่ไม่ได้รับผลกระทบ และยิ่งสงครามยืดเยื้อ ความเสียหายยิ่งฝังลึก
บทวิเคราะห์นี้เป็นความเห็นของทีมงาน ทันข่าวลงทุน ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการซื้อขายหลักทรัพย์ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง
