วิเคราะห์: น้ำมันจริงแตะ $150 ทั้งที่ราคากระดาษยังอยู่ $115 — รูปแบบ 50 ปีที่ทุกครั้งตามด้วยตลาดล่ม
ราคาน้ำมัน [Brent] ในตลาดล่วงหน้าอยู่ที่ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ราคาน้ำมันจริงที่ส่งมอบทางกายภาพในเอเชียกำลังซื้อขายที่ 150 ดอลลาร์ขึ้นไป ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่าช่องว่างระหว่างราคากระดาษกับราคาจริงคือสัญญาณที่อันตรายที่สุด เพราะหมายความว่ามีการขาดแคลนจริงในระดับที่ตลาดการเงินยังไม่ยอมรับ และทุกครั้งในรอบ 50 ปีที่น้ำมันพุ่งแรงขนาดนี้ ตลาดหุ้นล่มทุกครั้ง ไม่มียกเว้น
ราคากระดาษ vs ราคาจริง — ตลาดกำลังโกหก
สิ่งที่สื่อกระแสหลักไม่ได้บอกคือ ราคาน้ำมันที่เห็นตามหน้าจอแพลตฟอร์มซื้อขายทั่วไปเป็นเพียงราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า [futures] แต่ราคาน้ำมันจริงที่ส่งมอบทางกายภาพให้ประเทศในเอเชียสูงกว่านั้นมาก อยู่ที่ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลขึ้นไป
เมื่อราคาจริงแตกต่างจากราคากระดาษขนาดนี้ หมายความว่ามี การขาดแคลนจริง ที่ตลาดการเงินยังไม่ได้สะท้อน นักลงทุนที่คุ้นเคยกับตลาดทองคำจะรู้ดีว่า เมื่อราคาจริงวิ่งนำราคากระดาษ มันไม่ใช่สัญญาณดี และในที่สุดราคากระดาษจะต้องวิ่งตามขึ้นไป
[Fed] เองได้จำลองสถานการณ์ไว้ 3 ระดับ กรณีอ่อนที่ 98 ดอลลาร์ ซึ่งผ่านไปแล้ว กรณีฐานที่ 115 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดที่ราคากระดาษอยู่ตอนนี้ และกรณีรุนแรงที่ 130 ดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้เกิด global recession แต่ราคาจริงอยู่ที่ 150 ดอลลาร์แล้ว แปลว่าในโลกจริง ราคาน้ำมันผ่านกรณีรุนแรงไปแล้ว
รูปแบบ 50 ปีที่ไม่เคยผิดพลาด
ทันข่าวลงทุนตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังและพบว่าทุกครั้งที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในรอบ 50 ปี ตลาดหุ้นล่มตามทุกครั้ง ไม่ใช่ส่วนใหญ่ แต่ทุกครั้ง
- ปี ค.ศ. 1973: น้ำมันจาก 3 เป็น 11 ดอลลาร์ S&P 500 ร่วง 48%
- ปี ค.ศ. 1979: ปฏิวัติอิหร่าน น้ำมันจาก 14 เป็น 39 ดอลลาร์ ดอกเบี้ยพุ่ง 19% ตามด้วย recession รุนแรง
- ปี ค.ศ. 1990: สงครามอ่าว น้ำมันพุ่ง S&P 500 ร่วง 20%
- ปี ค.ศ. 1998-2000: น้ำมันพุ่ง 3.5 เท่าจาก 10 เป็น 35 ดอลลาร์ S&P 500 ร่วง 49% ใช้เวลา 7 ปี กว่าจะฟื้น
- ปี ค.ศ. 2008: น้ำมันจาก 55 เป็น 147 ดอลลาร์ (+168%) ก่อนวิกฤตการเงินโลก S&P 500 ร่วง 57%
- ปี ค.ศ. 2022: รัสเซีย-ยูเครน น้ำมัน +81% S&P 500 ร่วง 25% แล้วฟื้นตัวเป็น [V-shape] แต่นั่นเป็น geopolitical shock ไม่ใช่ structural supply shock
ครั้งนี้ น้ำมันจาก 70 เป็น 115 ดอลลาร์ในตลาดกระดาษ (150 ในตลาดจริง) และที่สำคัญ นี่คือ structural supply shock ไม่ใช่แค่ geopolitical shock ชั่วคราว เพราะโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกทำลาย อิรักหยุดสูบน้ำมันเพราะโกดังเต็ม และแม้สงครามจบพรุ่งนี้ก็ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะฟื้นกำลังการผลิตได้
ปฏิกิริยาลูกโซ่ — จากน้ำมันถึงเศรษฐกิจถดถอย
น้ำมันไม่ได้ทำให้ตลาดล่มโดยตรง แต่เป็น ปฏิกิริยาลูกโซ่ ที่หยุดยาก
โดมิโนตัวแรก: ต้นทุนขนส่งและพลังงานระเบิด เรือ รถบรรทุก เครื่องบิน ทุกอย่าง ดีเซลในสหรัฐฯ พุ่งจาก 3.50 เป็น 5.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ทุกสิ่งที่ผลิตและขนส่งจึงแพงขึ้นทันที
โดมิโนตัวที่สอง: ต้นทุนผู้ผลิตพุ่ง น้ำมันเป็นวัตถุดิบของทุกอย่าง ตั้งแต่พลาสติก สารเคมี ปุ๋ย บรรจุภัณฑ์ จนถึงภาคการผลิตทั้งหมด ต้นทุนเพิ่มขึ้นทุกขั้นตอน
โดมิโนตัวที่สาม: ราคาสินค้าผู้บริโภคพุ่ง จากอาหาร เสื้อผ้า ค่าเช่า ไปจนถึงค่าไฟ นี่คือจุดที่เงินเฟ้อเริ่มกัดกินกำลังซื้อจริง
โดมิโนตัวที่สี่: [Fed] ติดอยู่ในมุมอับ ลดดอกเบี้ยไม่ได้เพราะจะทำให้เงินเฟ้อเลวร้ายลง ขึ้นดอกเบี้ยก็ฆ่าเศรษฐกิจ ท้ายที่สุด [Fed] จะต้องเลือกพิมพ์เงิน ซึ่งทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง
Everything Crash — ทองคำ -20% เงิน -44%
ปกติเมื่อตลาดหุ้นร่วง ทองคำและเงินจะทำหน้าที่เป็น safe haven แต่ตอนนี้เกิดสิ่งที่เรียกว่า [Everything Crash] ทองคำร่วงกว่า 20% เงินร่วงกว่า 44% หุ้นก็ร่วง พันธบัตรก็ร่วง ทุกอย่างร่วงพร้อมกัน
เหตุผลคือ forced selling ระดับสถาบัน ธนาคารกลางขายทองคำเพื่อหาดอลลาร์จ่ายค่าน้ำมัน กองทุนขายสินทรัพย์ทุกประเภทเพื่อเติม margin สถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าทองคำหมดค่า แต่เป็นสภาวะชั่วคราวที่ทุกคนต้องการเงินสด
มุมมองสถาบัน: วิกฤตแบ่งออกเป็น 3 เฟส
นักวิเคราะห์สถาบันการเงินหลายแห่งมองว่าวิกฤตน้ำมันครั้งนี้จะดำเนินไปใน 3 เฟส
เฟสที่ 1 — [Sell-off]: ทุกสินทรัพย์ร่วงพร้อมกัน ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ตอนนี้ นักลงทุนสถาบันขายทุกอย่างเพื่อหาเงินสดและลดความเสี่ยง
เฟสที่ 2 — [Capitulation]: จุดที่เจ็บปวดที่สุด นักลงทุนที่ถือไม่ไหวยอมแพ้ขายออก ราคาสินทรัพย์ลงสู่จุดต่ำสุด
เฟสที่ 3 — [Recovery]: จุดที่ smart money เริ่มเข้าซื้อ สินทรัพย์ที่ถูกเทขายหนักที่สุดจะฟื้นตัวเร็วที่สุด และทองคำมีแนวโน้มฟื้นตัวเมื่อ [Fed] ถูกบังคับให้พิมพ์เงินเพราะดอลลาร์อ่อนค่า
ทันข่าวลงทุนมองว่ากรอบคิดนี้ชัดเจน คือ ตั้งรับ อดทนผ่านเฟส 2 แล้วรอเก็บเกี่ยวในเฟส 3 ขณะที่สื่อกระแสหลักยังบอกนักลงทุนรายย่อยว่าใจเย็นๆ ทุกอย่างจะดีขึ้น
มุมมองทันข่าวลงทุน
ทันข่าวลงทุนประเมินว่ารูปแบบ 50 ปีของราคาน้ำมันกับตลาดหุ้นยังไม่เคยผิดพลาด และครั้งนี้ราคาน้ำมันจริงทะลุ 150 ดอลลาร์แล้ว เกินกว่ากรณีรุนแรงที่ [Fed] จำลองไว้ ความแตกต่างระหว่างราคากระดาษกับราคาจริงคือสัญญาณที่ชัดเจนว่าตลาดยังอยู่ในช่วง denial
สิ่งที่แตกต่างจากทุกครั้งคือ ครั้งนี้แม้แต่สินทรัพย์ปลอดภัยก็ร่วงพร้อมกัน สร้าง everything crash ที่ไม่มีที่ซ่อน ในสภาวะเช่นนี้ การบริหารความเสี่ยงมีความสำคัญกว่าการแสวงหาผลตอบแทน การมีเงินสดสำรอง การลดขนาดสถานะ และการกำหนดจุดตัดขาดทุนที่ชัดเจน คือสิ่งที่จำเป็นมากที่สุดในตอนนี้
บทวิเคราะห์นี้เป็นความเห็นของทีมงาน ทันข่าวลงทุน ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการซื้อขายหลักทรัพย์ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง
