ทันข่าวลงทุน

วิเคราะห์: มองข้ามราคาน้ำมัน — วิกฤตฮอร์มุซกำลังทำลายห่วงโซ่อุปทานที่ทดแทนไม่ได้

หากวัดความรุนแรงของสงครามอิหร่านจากดัชนี S&P 500 เพียงอย่างเดียว อาจคิดว่าเรื่องนี้เป็นแค่ปัญหาชั่วคราว แต่ความสงบในตลาดหุ้นเริ่มแตกร้าวแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา S&P 500 ร่วงแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 6 เดือน ขณะที่ [Nasdaq] เข้าสู่ภาวะ technical correction อย่างเป็นทางการ ปรับลงกว่า 10% จากจุดสูงสุด ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่าตลาดหุ้นกำลังเริ่มตามทันความเป็นจริงที่ตลาดพันธบัตรและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์รับรู้มานานแล้ว

ตลาดพันธบัตรส่งสัญญาณอันตราย — พันธบัตรไม่ทำหน้าที่ hedge อีกต่อไป

ในตลาดพันธบัตร term premium หรือค่าชดเชยความเสี่ยงที่นักลงทุนเรียกร้องสำหรับการถือพันธบัตรระยะยาว กำลังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว สิ่งที่น่ากังวลคือ yield พันธบัตรอายุ 10 ปีสูงขึ้น แต่ breakeven inflation กลับทรงตัว ซึ่งหมายความว่านักลงทุนไม่ได้แค่กลัวเงินเฟ้อ แต่กลัวว่า ในโลกของ supply shock พันธบัตรไม่สามารถเป็น hedge ให้หุ้นได้อีกต่อไป ทั้งสองตกพร้อมกัน

ในอังกฤษ yield ของ gilt อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นสู่ระดับ 5.5% ขณะที่ [Bank of England] เผชิญกับฝันร้ายของนายธนาคารกลาง นั่นคือ energy shock ที่ดัน inflation ขึ้นพร้อมกับฆ่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลอังกฤษอายุ 10 ปีสูงสุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 และผู้ให้กู้ถอนสินเชื่อบ้านออกจากตลาดกว่า 1,500 ผลิตภัณฑ์ ภายในเดือนเดียว

[Trump Pressure Index] — ตลาดเดิมพันว่า Trump จะถอย

เทรดเดอร์บน [Wall Street] กำลังใช้เครื่องมือที่เรียกว่า [Trump Pressure Index] ประกอบด้วยตัวแปร 4 อย่าง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของคะแนนนิยม Trump คาดการณ์เงินเฟ้อ 1 ปี ผลตอบแทน S&P 500 และ yield พันธบัตรสหรัฐฯ ยิ่งดัชนีสูง ยิ่งมีแรงกดดันให้ Trump เปลี่ยนยุทธศาสตร์

และดูเหมือนแรงกดดันจะเริ่มทำงาน เพียง 11 นาที หลังตลาดปิดวันพฤหัสบดี Trump โพสต์ขยายเส้นตายสันติภาพออกไป 10 วัน ระงับคำขู่ทำลายโรงไฟฟ้าอิหร่านจนถึง 6 เมษายน

ทันข่าวลงทุนมองว่าเทรดเดอร์ไม่ได้เชื่อคำประกาศสันติภาพจริงๆ Trump เคยประกาศว่าสงครามเสร็จสิ้นแล้ว หุ้นขึ้นน้ำมันลง แล้วก็กลับตัว เคยบอกว่ามีการเจรจาที่ดีมาก อิหร่านออกมาปฏิเสธทันที สิ่งที่เทรดเดอร์กำลังเดิมพันจริงๆ ไม่ใช่สันติภาพ แต่เป็น การถอยของ Trump เพราะแรงกดดันทางเศรษฐกิจ

แต่ปัญหาคือ การถอยจากสงครามจริงไม่ง่ายเหมือนการถอยจากสงครามการค้า ช่องแคบฮอร์มุซถูกควบคุมด้วยทุ่นระเบิดและโครงสร้างพื้นฐานที่พัง ไม่ใช่ด้วยหมึกปากกา

มองข้ามน้ำมัน — สินค้าโภคภัณฑ์ที่ทดแทนไม่ได้

หากจับตาเฉพาะราคา Brent ที่แตะ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจพลาดเรื่องใหญ่กว่า น้ำมันยังพอหาจากแหล่งอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็น [West Texas], [Guyana] หรือทะเลเหนือ หากยอมจ่ายราคาสูง แต่สินค้าโภคภัณฑ์อื่นที่ผ่านฮอร์มุซกลับทดแทนแทบไม่ได้

  • LNG: กาตาร์ผลิต 1 ใน 5 ของ LNG โลก เกือบทั้งหมดหยุดส่งออกแล้ว โรงงาน [Ras Laffan] ถูกขีปนาวุธอิหร่านโจมตี กำลังการผลิต 17% จะหายไป 3-5 ปี LNG ต้องใช้โรงงาน liquefaction ขนาดใหญ่ที่สร้างไม่ได้ข้ามคืน
  • ฮีเลียม: 33% ของฮีเลียมทางทะเลผ่านฮอร์มุซ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ ไม่มีสารทดแทน
  • ปุ๋ย: 1 ใน 3 ของการค้าปุ๋ยทางทะเลผ่านช่องแคบ ขณะที่เกษตรกรซีกโลกเหนือกำลังเข้าสู่ฤดูเพาะปลูก ราคาปุ๋ยไนโตรเจนพุ่งทันที โครงการอาหารโลกเตือนว่าอาจเห็นภาวะอดอยากเฉียบพลันระดับสถิติภายในปี พ.ศ. 2570
  • อะลูมิเนียม: 1 ใน 4 ของการค้าทางทะเลผ่านฮอร์มุซ

เรือ LNG ชุดสุดท้ายที่บรรทุกก่อนช่องแคบปิดกำลังจะถึงจุดหมายในอีกไม่กี่วัน เมื่อเรือเหล่านั้นขนถ่ายเสร็จ กระแสสินค้าเหล่านี้จะหยุดลงจริงๆ

แม้หยุดยิงพรุ่งนี้ — 3 ปัญหาที่แก้ไม่ได้ด้วยข้อตกลง

หนึ่ง บ่อน้ำมันที่ปิดตัว: เมื่อหยุดสูบน้ำมัน สภาพภายในบ่อเปลี่ยนทันที น้ำมันดิบเริ่มตกตะกอน เหนียว อุดรูพรุนในชั้นหิน น้ำใต้ดินอาจรั่วเข้ามาทำลายแหล่งผลิตถาวร บ่อหลายแห่งถูกปิดด้วยปลั๊กซีเมนต์เพื่อความปลอดภัย ซึ่งต้องเจาะออกอย่างระมัดระวัง กระบวนการฟื้นการผลิตใช้เวลา หลายเดือน

สอง สนามทุ่นระเบิดในช่องแคบ: แม้ยังไม่ชัดว่าอิหร่านวางทุ่นระเบิดจริงหรือไม่ แค่ความเสี่ยงก็สร้างสิ่งที่เรียกว่า psychological blockade ซึ่งมีผลเท่ากับการปิดกั้นจริง การเปิดช่องแคบต้องกวาดทุ่นระเบิด จัดการภัยคุกคามจากโดรนและเรือเร็ว แล้วจึงจัดขบวนคุ้มกันเรือสินค้า [Pentagon] กำลังส่งทหารเพิ่ม 10,000 นาย รวมถึงหน่วยที่ฝึกมาเพื่อยึดพื้นที่ เพื่อเปิดช่องแคบด้วยกำลัง

สาม ปัญหาโลจิสติกส์: การจราจรผ่านฮอร์มุซลดลง 97% ในเดือนนี้ ค่าประกันภัยไม่ใช่แค่พุ่งสูง แต่ถูกยกเลิกไปเลย กัปตันเรือจะไม่แล่นเข้าสู่เขตสงครามเพียงเพราะเห็นโพสต์บนโซเชียลมีเดีย นักวิเคราะห์ประเมินว่าช่องแคบจะยังใช้งานแทบไม่ได้ จนถึงอย่างน้อยเดือนพฤษภาคม

จุดอ่อนใหม่ที่ไม่มีในยุค 70 — AI กินไฟมหาศาล

หลายคนอ้างว่าโลกพึ่งพาน้ำมันน้อยลงกว่ายุค 1970 เพราะ oil intensity ลดลงครึ่งหนึ่ง ทันข่าวลงทุนมองว่าข้อโต้แย้งนี้หลอกตัวเอง เพราะเราไม่ได้ลดการพึ่งพาพลังงาน แค่ ย้ายจากน้ำมันไปที่สายไฟ ไฟฟ้าทั่วโลกถูกกำหนดราคาโดยโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ เมื่อ LNG หายไป 20% ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ปั๊มน้ำมัน แต่กระทบทุกเต้ารับไฟฟ้า

ที่สำคัญ สหรัฐฯ กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ สำนักงานพลังงานสากล ([IEA]) คาดว่าภายในปี 2573 ความต้องการไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์จะเพิ่มขึ้นอีก 50 กิกะวัตต์ เทียบเท่ากับการใช้ไฟฟ้าของเยอรมนีและฝรั่งเศสรวมกัน energy shock ในวันนี้จึงกระทบแผนการเติบโตของสหรัฐฯ โดยตรง

ผู้ชนะและผู้แพ้ — ผลลัพธ์ที่ขัดกับสัญชาตญาณ

อิหร่าน ถูกถล่มทางทหาร แต่แค่การอยู่รอดต่อหน้ามหาอำนาจ 2 ประเทศก็ถือเป็นชัยชนะในตัว อิหร่านพิสูจน์ว่าสามารถจับเศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกันด้วยอาวุธไม่สมมาตร ที่สำคัญ สหรัฐฯ ถูกบังคับให้ waive sanctions บนน้ำมันอิหร่าน 140 ล้านบาร์เรล ที่ลอยอยู่กลางทะเล และอิหร่านกำลังเรียกเก็บค่าผ่านทาง 2 ล้านดอลลาร์ต่อลำ ซึ่งอาจสร้างรายได้ถึง 8 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

รัสเซีย เป็นผู้ชนะที่ชัดเจนที่สุด ราคาน้ำมันพุ่ง มาตรการคว่ำบาตรถูกผ่อนคลาย ได้เงินสดหนุนสงครามยูเครน จีน พึ่งพาตัวเองด้านพลังงานได้ 85% แล้ว และวิกฤตนี้กลายเป็นโฆษณาชั้นดีให้เทคโนโลยีจีน ทั้งแผงโซลาร์ แบตเตอรี่ และรถ EV

ยุโรป เผชิญวิกฤตพลังงานครั้งที่สอง LNG จากกาตาร์ถูกตัดขาด คลังก๊าซเหลือเพียง 30% ค่าไฟเพิ่มขึ้น 30% กระทบอุตสาหกรรมหนัก ที่น่ากลัวกว่าคือขีปนาวุธอิหร่านที่ยิงถึง [Diego Garcia] พิสัยทำการ 4,000 กิโลเมตร สูงกว่าที่เคยรู้ถึง 2 เท่า หมายความว่าทุกเมืองหลวงในยุโรปอยู่ในระยะโจมตี

อังกฤษ โดนหนักที่สุดในกลุ่ม G20 เพราะพึ่งพาก๊าซธรรมชาตินำเข้าสูง เผชิญ stagflationary shock ที่รุนแรงที่สุดในรอบ 5 ทศวรรษ

Energy Triage — ประเทศยากจนแบกรับภาระหนักสุด

ขณะที่ประเทศร่ำรวยใช้เงินอุดหนุนกันประชาชนจากราคาพลังงาน ประเทศกำลังพัฒนากลับรับผลกระทบเต็มๆ ไทยสั่งให้ข้าราชการเดินบันไดแทนลิฟต์เพื่อประหยัดไฟ ฟิลิปปินส์เปลี่ยนเป็นทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ บังกลาเทศปิดมหาวิทยาลัย ปากีสถานและอินเดียแจกถังแก๊สหุงต้มเพียงครึ่งถัง

การอุดหนุนของประเทศรวยกลับซ้ำเติมปัญหา เพราะรักษาอุปสงค์ภายในให้สูง ไม่ปล่อยให้ราคาส่งสัญญาณลดการบริโภค ทำให้ประเทศยากจนต้องแบกรับภาระความขาดแคลนแทน

มุมมองทันข่าวลงทุน

ทันข่าวลงทุนประเมินว่าวิกฤตครั้งนี้ใหญ่กว่าราคาน้ำมัน ช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้แค่ส่งน้ำมัน แต่ส่ง LNG ฮีเลียม ปุ๋ย และอะลูมิเนียมที่ทดแทนไม่ได้ในระยะสั้น ความเสียหายทางกายภาพต่อโครงสร้างพื้นฐานหมายความว่าผลกระทบจะอยู่นานกว่าสงคราม แม้มีข้อตกลงหยุดยิง

ตลาดหุ้นอาจ rally จากข่าวสันติภาพ แต่โลกทางกายภาพเคลื่อนที่ตามจังหวะของเรือ ท่อส่ง และกังหัน ไม่ใช่ตาม sentiment บทเรียนสำคัญที่สุดจากวิกฤตนี้คือ ไม่จำเป็นต้องมีกองทัพระดับมหาอำนาจเพื่อเอาชนะมหาอำนาจ แค่โจมตีพอร์ตเกษียณก็เพียงพอแล้ว

บทวิเคราะห์นี้เป็นความเห็นของทีมงาน ทันข่าวลงทุน ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการซื้อขายหลักทรัพย์ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทวิเคราะห์

วิเคราะห์: สงครามรองเท้ากีฬา Nike สูญเสียบัลลังก์ — On Running ท้าชิง Crocs พลิกเกม

อุตสาหกรรมรองเท้ากีฬาและสปอร์ตแวร์มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ Nike ยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดมาหลายทศวรรษกำลังสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง On Running และ Hoka ข...

อ่านเพิ่มเติม →
บทวิเคราะห์

วิเคราะห์: การ์ดโปเกมอนใบละ 600 ล้านบาท — ตลาด 1 แสนล้านดอลลาร์ที่ชนะ S&P 500

การ์ดโปเกมอน 1 ใบ ขายได้ 17 ล้านดอลลาร์ (ราว 600 ล้านบาท) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทำลายสถิติการ์ดสะสมที่แพงที่สุดเท่าที่เคยมีการซื้อขาย ทันข่าวลงทุนมองว่าตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ข่าวแปลกๆ ของนักสะสม แต่สะท้อ...

อ่านเพิ่มเติม →
บทวิเคราะห์

วิเคราะห์: กับดัก Stagflation ที่ Fed แก้ไม่ได้ — ทำไมวิกฤตน้ำมันครั้งนี้ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา

ความเสี่ยงของ stagflation ในสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่านี่คือภัยคุกคามทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เพราะ stagflation คือสถานการณ์ที่เศร...

อ่านเพิ่มเติม →