วิเคราะห์: วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ — ทำไมน้ำมัน 100 ดอลลาร์ยังถือว่า 'ถูก' และตลาดกำลังประเมินต่ำเกินไป
ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัว — ตลาดยังไม่ตื่น แต่ความจริงกำลังไล่ตาม
น้ำมันดิบ 15 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถูกตัดขาดจากระบบ ตัวเลขนี้รวมทั้งน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และ LPG ที่ติดค้างอยู่ในตะวันออกกลาง และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่านี่คือวิกฤตอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ แต่ตลาดการเงินกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สิ่งที่น่าตกใจคือระดับของ "denial" หรือการปฏิเสธความจริง นักลงทุนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเร็ว ว่าทรัมป์จะเจรจาได้ ว่าช่องแคบจะเปิดในไม่ช้า แต่ Polymarket ให้ความน่าจะเป็น 98% ว่าช่องแคบจะยังคงปิดจนสิ้นเดือนมีนาคม ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารประเมินว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ กว่าจะมีความเปลี่ยนแปลง
ทันข่าวลงทุนประเมินว่าภาพนี้คล้ายกับช่วงต้นของวิกฤต COVID อย่างมาก ย้อนกลับไปราวเดือนมกราคม 2563 เศรษฐกิจอันดับสองของโลกปิดตัวลง แต่น้ำมันยังซื้อขายอยู่ที่ 58 ดอลลาร์ ตลาดอยู่ในโหมดปฏิเสธนานถึง 6 สัปดาห์ก่อนจะพังทลาย รอบนี้กำลังเกิดขึ้นในทิศทางตรงกันข้าม — ไม่ใช่อุปสงค์หายไป แต่เป็นอุปทานที่ถูกตัดขาด
ไม่มีทางออกง่ายๆ — ทำไมทรัมป์แก้ปัญหานี้ไม่ได้
หลายคนเชื่อว่าทรัมป์จะ "กลับลำ" เหมือนที่เคยทำกับนโยบายภาษี แต่สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซมี KPI แค่สองอย่าง — เปิดหรือปิด ไม่มีพื้นที่ให้ต่อรอง อิหร่านเป็นผู้ควบคุมว่าช่องแคบจะเปิดหรือไม่ และเบื้องหลังอิหร่านคือจีนที่ถือไพ่เด็ดอยู่ในมือ
จีนเป็นสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ยังคงนำเข้าน้ำมันได้ 1.5-2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากช่องทางของตัวเอง มีสำรองยุทธศาสตร์จำนวนมาก และเพิ่งสั่งห้ามส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเพื่อเก็บไว้ใช้ในประเทศ จีนจะเข้าพบทรัมป์ปลายเดือนนี้โดยมีช่องแคบที่ปิดอยู่เป็นไพ่ต่อรอง นี่คือเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่สหรัฐฯ ไม่ได้ถือไพ่เหนือกว่าอย่างที่หลายคนคิด
แม้แต่การใช้ SPR (คลังสำรองน้ำมันยุทธศาสตร์) ก็ไม่ใช่คำตอบ ปริมาณ SPR ของสหรัฐฯ เหลืออยู่ราว 590 ล้านบาร์เรล ถ้าปล่อยออกมาวันละ 2-2.5 ล้านบาร์เรล ภายในสิ้นเดือนมีนาคมจะเหลือเพียง 450 ล้านบาร์เรล และระดับต่ำสุดที่ลงไปได้คือราว 150-200 ล้านบาร์เรล เทียบกับอุปทานที่หายไป 15 ล้านบาร์เรลต่อวัน SPR จะหมดภายใน 5 เดือนครึ่ง โดยไม่สามารถชดเชยได้แม้แต่เศษเสี้ยว
วิกฤตสภาพคล่อง — เมื่อ Petrodollar Recycling ตายไปแล้ว
ทันข่าวลงทุนมองว่าจุดที่ตลาดมองข้ามมากที่สุดคือผลกระทบต่อระบบสินเชื่อโลก ย้อนกลับไปเดือนกรกฎาคม 2565 เมื่อสหรัฐฯ และยุโรปยึดทรัพย์สินธนาคารกลางรัสเซีย สิ่งที่ตามมาคือประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหยุดนำเงินกลับเข้าระบบดอลลาร์ หมดยุค petrodollar recycling ทันที เงินไหลเข้าทองคำแทน นั่นคือเหตุผลที่ทองคำพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง
ในอดีตเมื่อราคาน้ำมันขึ้น เงินจากประเทศ GCC จะไหลกลับเข้าระบบการเงินตะวันตก ทำหน้าที่เหมือน QE ตามธรรมชาติ กระตุ้นสินทรัพย์ทุกประเภท แต่ตอนนี้กลไกนั้นพังไปแล้ว น้ำมันขึ้นแต่ไม่มีเงินไหลกลับมา สิ่งที่เกิดขึ้นคือ credit pool หดตัว — เยอรมนีเพิ่งมีการประมูลพันธบัตรล้มเหลว ตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยในสหรัฐฯ เริ่มถูกกดดัน
นี่คือ "ดาบสองคม" ของ energy dominance ที่สหรัฐฯ อ้าง ในแง่กระแสเงินสด สหรัฐฯ ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันสูง แต่ในแง่ความมั่งคั่งและสินเชื่อ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มูลค่า 60 ล้านล้านดอลลาร์ กลับเป็นเป้าโจมตี บริษัทพลังงานคิดเป็นเพียง 2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 3% ของตลาด ขณะที่ภาคส่วนที่เสียหายจากน้ำมันแพงคิดเป็นกว่า 50% หรือราว 30 ล้านล้านดอลลาร์ นี่คือ short position ขนาดมหึมาที่ตลาดยังไม่ตระหนัก
กลุ่ม BRICS ได้เปรียบ — ภาพสะท้อนกลับด้านของ COVID
วิกฤต COVID ทำลายภาคการผลิตของสหรัฐฯ และยุโรป ขณะที่จีนกลับแข็งแกร่งขึ้น ส่วนแบ่งการผลิตของจีนเทียบกับตะวันตกห่างกันถึง 50 จุดเปอร์เซ็นต์ รอบนี้กำลังเกิดสิ่งคล้ายกัน รัสเซียพ้นจากมาตรการคว่ำบาตร สหรัฐฯ เพิ่งอนุญาตให้ซื้อน้ำมันรัสเซียที่อยู่ระหว่างขนส่งได้ ส่วนลดน้ำมันรัสเซียที่เคยอยู่ระดับ 30-40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลพุ่งกลับมาเกิน 100 ดอลลาร์
อินเดียได้รับการยกเว้นไปแล้วและเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดในกลุ่ม BRICS จีนมีคลังสำรองยุทธศาสตร์จำนวนมากและควบคุมห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญทั้งหมด รวมถึงแม่เหล็กชิ้นเล็กๆ ที่ใช้ในประตูรถยนต์สายการผลิตดีทรอยต์ — แม่เหล็กที่เมื่อขาดไป สายการผลิตทั้งหมดต้องหยุด นี่คือเหตุผลที่ทรัมป์ต้องถอยในสงครามการค้า และจะต้องถอยอีกครั้งในเวทีพลังงาน
Regime Shift — เปรียบเทียบกับจุดเปลี่ยนหลัง 9/11
ทันข่าวลงทุนประเมินว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ "เทรดระยะสั้น" แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจโลก คล้ายกับสิ่งที่เกิดหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 ตอนนั้นสหรัฐฯ ต้องการเสียงจีนในคณะมนตรีความมั่นคงฯ แลกกับการให้จีนเข้า WTO และจากจุดนั้นเป็นต้นมา สินค้าโภคภัณฑ์เข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นยาวนาน
รอบนี้มีองค์ประกอบคล้ายกัน — สหรัฐฯ ต้องเจรจากับจีน จีนถือไพ่ทั้งเรื่องช่องแคบฮอร์มุซและแร่ธาตุสำคัญ ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร โลกหลังจากนี้จะเป็นโลกที่ให้ความสำคัญกับ "สินทรัพย์จับต้องได้" หรือที่เรียกว่า HALO (Heavy Asset, Low Obsolescence) มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งที่ทำให้รอบนี้ต่างจากอดีตคือ โดรน ในยุค 2523 กองเรือคุ้มกันยังใช้ได้ผล แต่ในโลกที่มีโดรน การคุ้มกันเรือขนส่งผ่านช่องแคบไม่ใช่ทางเลือกที่ปฏิบัติได้จริง แม้สถานการณ์จะคลี่คลาย ผู้ขนส่งรายใหญ่ทุกรายยืนยันว่าจะไม่ส่งเรือกลับไปทันที ต้องมีความมั่นใจในความปลอดภัยระดับสูง ซึ่งอาจใช้เวลาอีกนาน
มุมมองการลงทุน — สินค้าโภคภัณฑ์น่าจับตา แต่ทองคำมีความเสี่ยง
ทีมวิเคราะห์ทันข่าวลงทุนมองว่าบริบทปัจจุบันเอื้อต่อสินค้าโภคภัณฑ์ในลักษณะ long ball อย่างชัดเจน ย้อนกลับไปเดือนกรกฎาคม 2567 ตอนที่น้ำมันอยู่ที่ 85 ดอลลาร์ สินทรัพย์กลุ่มนี้ให้ผลตอบแทนโดดเด่น:
- น้ำมัน: +40%
- ทองคำ: +112%
- ทองแดง: +60%
ในแง่ของน้ำมัน Brent มีปัจจัยหนุนมากกว่า WTI เนื่องจากมีความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะใช้มาตรการควบคุมการส่งออก (export controls) ร่วมกับ Jones Act ซึ่งจะทำให้ส่วนต่างราคา WTI-Brent ถูกบิดเบือน มีสัญญาณว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจเข้าแทรกแซงตลาดแล้ว โดยมีการตรวจพบคำสั่งขายผิดปกติขนาด 11 ล้านบาร์เรล ในวันเดียว
สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสวนทางคือ ทองคำ ฟังดูขัดกับสัญชาตญาณ แต่เหตุผลคือหลายประเทศอาจต้องขายทองคำเพื่อระดมทุนรับมือวิกฤต โปแลนด์เพิ่งประกาศว่าจะขายทองคำสำรองบางส่วน ทองคำจะกลับมาน่าสนใจอีกครั้งเมื่อธนาคารกลางเริ่มอัดฉีด QE ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวิกฤตลุกลามจนระบบสินเชื่อหยุดทำงาน — เหมือนที่เกิดขึ้นวันที่ 23 มีนาคม 2563 ตอนที่ Fed อัดฉีดสภาพคล่องและทองคำพุ่งขึ้นทันที
อีกกลุ่มที่น่าจับตาคือ หุ้นสายการบิน ซึ่งมีแรงกดดันสูงมาก น้ำมันเจ็ทตึงตัวอย่างหนัก และอาจเกิดปัญหาขาดแคลนจริงในไม่ช้า เมื่อน้ำมันถูกดึงออกจากระบบ สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ demand destruction แต่เป็น output shutdown — โรงงานปิโตรเคมีลดกำลังผลิต โรงกลั่นลดการกลั่น ห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบชะงักเหมือน COVID แต่คราวนี้มาจากฝั่งอุปทาน
QE รอบใหม่? — บทเรียนจากยุค 70 ที่ตลาดลืม
คำถามสำคัญคือธนาคารกลางจะตอบสนองอย่างไร ทันข่าวลงทุนประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเห็นการลดดอกเบี้ยและอาจถึงขั้น QE บทเรียนจากยุค 2513-2523 ชี้ชัดว่าการขึ้นดอกเบี้ยไล่ตามเงินเฟ้อในช่วงวิกฤตพลังงานทำให้สถานการณ์แย่ลง ธนาคารกลางอาจ "มองข้าม" เงินเฟ้อจากน้ำมันและเลือกลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจแทน
เมื่อ credit pool หดตัวเพราะเงินจาก GCC ไม่ไหลกลับมาอีก ทางเลือกเดียวคือเพิ่มสภาพคล่องผ่าน QE แต่ถ้าอัดฉีด QE ในขณะที่ราคาน้ำมันพุ่ง ผลลัพธ์คือเงินเฟ้อรุนแรงในอาหารและพลังงาน — สถานการณ์ที่ไม่มีทางออกที่ดี
กราฟเงินเฟ้อรอบนี้เทียบกับยุค 70 เหมือนกันจนน่าตกใจ และถ้าเป็นไปตามรูปแบบเดิม เรากำลังมุ่งหน้าสู่จุดพีคแบบวิกฤตน้ำมันปี 2522 ตามด้วยสงครามอิหร่าน-อิรัก ราคาน้ำมันในยุคนั้นไม่ได้ลงมาจนกระทั่งปี 2528-2529 นั่นคือ 6-7 ปี ของราคาสูง
ทันข่าวลงทุนมองว่าตลาดกำลังประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไปอย่างอันตราย น้ำมันที่ 100 ดอลลาร์ในบริบทปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่สะท้อนความเป็นจริงของอุปทานที่หายไป คำถามไม่ใช่ว่าราคาจะขึ้นอีกหรือไม่ แต่คือจะขึ้นไปเท่าไหร่ เคยเห็น 148 ดอลลาร์มาแล้ว และ 200 ดอลลาร์ก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่ต้องจับตาคือท่าทีของทรัมป์ เมื่อใดที่เห็นสัญญาณการเคลื่อนไหวทางการทูตที่ชัดเจน นั่นคือจุดที่ต้องทบทวนมุมมอง
บทวิเคราะห์นี้เป็นความเห็นของทีมงาน ทันข่าวลงทุน ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการซื้อขายหลักทรัพย์ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณและตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง
