วิเคราะห์: สงครามตะวันออกกลางอาจเป็น Black Swan ของปี 2569
คำถามที่ตลาดกำลังถาม
ตลาดโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนครั้งใหญ่ เมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในภาวะขาลง นักลงทุนต่างเริ่มตั้งคำถามถึงผลกระทบในวงกว้าง: สงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นนี้จะกลายเป็น Black Swan event หรือเหตุการณ์หงส์ดำของปี 2569 หรือไม่
ตามคำนิยาม เหตุการณ์หงส์ดำคือภาวะที่ไม่คาดคิดและไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาลต่อระบบเศรษฐกิจทั่วโลก ไม่มีใครคาดการณ์ล่วงหน้าว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของปีนี้ แต่ทีมวิเคราะห์ของทันข่าวลงทุนมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกำลังมีลักษณะคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ประเภทนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันนี้กำลังพลิกผันให้ภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง และเรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากความเชื่อมั่นในตลาดไปสู่ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (risk aversion) อย่างชัดเจน
น้ำมันอาจทะลุ $100 — หรือมากกว่า
ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้พุ่งสูงขึ้นเหนือ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้วภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่รุนแรงและรวดเร็วอย่างยิ่ง นักวิเคราะห์หลายคนเตือนว่าราคาอาจผ่านระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ในไม่ช้า และเจ้าหน้าที่บางส่วนในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียยังได้ชี้ว่าราคาอาจพุ่งสูงกว่า 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากการส่งออกถูกกระทบอย่างจริงจัง — ซึ่งจะเป็นภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานเต็มรูปแบบสำหรับเศรษฐกิจโลก
สาเหตุหลักของการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันนั้นตรงไปตรงมา ภูมิภาคตะวันออกกลางผลิตน้ำมันคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของปริมาณน้ำมันทั้งหมดของโลก และช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งทางเรือที่สำคัญที่สุดในโลก ก็ตั้งอยู่ในภูมิภาคนี้ เส้นทางเดินเรือนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่น้ำมันประมาณ 20% ของอุปทานน้ำมันทั่วโลกต้องผ่านไป การปะทุของความขัดแย้งทางทหารครั้งใหญ่ในตะวันออกกลางจึงส่งผลให้ตลาดพลังงานตอบสนองทันที ผู้ค้าเริ่มประเมินความเป็นไปได้ที่อุปทานน้ำมันจากภูมิภาคนี้จะหยุดชะงัก แม้เพียงความเสี่ยงของการหยุดชะงักก็เพียงพอที่จะส่งผลให้ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง
ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นนั้นแผ่ขยายไปทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต การผลิตกระแสไฟฟ้า ระบบทำความร้อน การบิน และการเดินเรือ กล่าวได้ว่าเกือบทุกอุตสาหกรรม เมื่อต้นทุนพลังงานเพิ่มสูงขึ้น เงินเฟ้อก็จะตามมาเกือบทุกครั้ง และนี่คือปัญหาใหญ่ถัดไปที่ปรากฏขึ้น ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นหมายถึงเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานของธนาคารกลางเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง ตลอดปีที่ผ่านมา ตลาดคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยจะเริ่มลดลงเมื่อเงินเฟ้อลดลง แต่หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกะทันหัน เงินเฟ้อก็จะกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง สิ่งนี้จะบีบให้ธนาคารกลางต้องคงอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นไปอีกนาน หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุด อาจต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นและปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง การรวมกันของราคาพลังงานที่สูงขึ้นและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นนี้เป็นสิ่งสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วง
ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังตอบสนองต่อความเสี่ยงเหล่านี้อย่างรวดเร็ว ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกได้ร่วงลงอย่างรุนแรง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่จากมุมมองเชิงบวกไปสู่การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (risk aversion) ของนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งกำลังกังวลเพิ่มขึ้นอย่างมากว่าจะเป็นอย่างไรหากสงครามยืดเยื้อ
- สหรัฐฯ — ดัชนี Dow Jones ลดลงมากกว่า 3% ในรอบ 7 วันที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ลดลงมากกว่า 2% และ Nasdaq ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
- ยุโรป — ภาพรวมในยุโรปก็คล้ายกัน ดัชนีหลักอย่าง FTSE 100 และ DAX ต่างก็ลดลงอย่างรุนแรง
- ญี่ปุ่น — ในเอเชีย การตอบสนองของตลาดกลับรุนแรงยิ่งกว่าในบางกรณี ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นลดลงประมาณ 6% ในรอบเจ็ดวันที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าญี่ปุ่นนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น เศรษฐกิจญี่ปุ่นจึงได้รับผลกระทบอย่างหนักเป็นพิเศษ
ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด — สงครามยืดเยื้อ
คำถามที่ใหญ่ที่สุดคือความขัดแย้งนี้จะยืดเยื้อนานเพียงใด หากเป็นความขัดแย้งระยะสั้นที่จบลงภายในไม่กี่วัน ตลาดก็อาจฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่สัญญาณจากทั้งสองฝ่ายในขณะนี้ไม่ได้บ่งชี้ถึงการยุติปัญหาอย่างรวดเร็ว สหรัฐฯ ได้แสดงจุดยืนที่แข็งกร้าว โดยเรียกร้องให้มีการยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไขจากอิหร่าน ซึ่งอิหร่านก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมรับ เมื่อความขัดแย้งมาถึงจุดยืนทางการเมืองเช่นนี้ การแก้ไขปัญหาอาจกลายเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง
ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าเมื่อความขัดแย้งถึงจุดนี้ มักยืดเยื้อนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก มีตัวอย่างมากมายในประวัติศาสตร์ที่ผู้คนคิดว่าความขัดแย้งจะกินเวลาเพียงไม่กี่วันหรือสัปดาห์ แต่กลับยืดเยื้อไปหลายปี ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในปัจจุบันคือสถานการณ์ในยูเครน ซึ่งประธานาธิบดีปูตินเคยคิดว่าจะจบลงภายใน 3 วัน แต่ตอนนี้เข้าสู่ปีที่ 5 ของความขัดแย้งแล้ว
ความเสี่ยงที่แท้จริงในตอนนี้คือความขัดแย้งนี้จะกลายเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาคที่ยืดเยื้อ และหากสิ่งนั้นเกิดขึ้น ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจรุนแรงกว่ามาก เพราะหากสงครามลุกลามข้ามภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานจะกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตน้ำมัน เส้นทางเดินเรือ และท่าเรือส่งออก หากสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ได้รับความเสียหายหรือถูกบังคับให้ปิดตัวลง อุปทานพลังงานทั่วโลกก็จะหยุดชะงักอย่างรุนแรง และนี่คือเหตุผลที่ตลาดกำลังจับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด
เศรษฐกิจโลกไม่แข็งแรงพอรับแรงกระแทก
ทันข่าวลงทุนมองว่าจังหวะเวลาที่วิกฤตนี้ปะทุขึ้นมานั้นเลวร้ายที่สุด เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ได้อยู่ในสภาพที่แข็งแกร่งก่อนที่วิกฤตจะเริ่มขึ้น: ยุโรปกำลังเผชิญกับการเติบโตที่อ่อนแอ จีนยังคงมีปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และสหรัฐฯ ก็เริ่มแสดงสัญญาณของการชะลอตัวลง ดังนั้น เศรษฐกิจโลกจึงไม่ได้เข้าสู่ภาวะวิกฤตนี้จากจุดแข็งแกร่ง
มีประมาณการว่าราคาน้ำมันที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจะลดการเติบโตของ GDP โลกได้ประมาณ 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจฟังดูไม่มากนัก แต่ในระดับโลกแล้ว นี่ถือเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง และหากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น 120 ดอลลาร์ หรือ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็จะรุนแรงขึ้นอีกหลายเท่าตัว วิกฤตพลังงานในอดีตเคยเป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นที่ทรงพลังที่สุดที่ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกมาหลายครั้งในประวัติศาสตร์ และคำถามที่สำคัญคือสิ่งนี้จะเกิดขึ้นอีกครั้งหรือไม่
สถานการณ์ที่ต้องจับตา: การยกระดับความขัดแย้ง
ในขณะนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดคือการยกระดับความขัดแย้ง หากความขัดแย้งยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบ และความพยายามทางการทูตเริ่มเห็นผล ตลาดก็อาจจะกลับมามีเสถียรภาพได้ แต่หากสงครามลุกลามออกไปทั่วตะวันออกกลาง ความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานทั่วโลกก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก และหากอุปทานน้ำมันจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียหยุดชะงักเป็นระยะเวลานาน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกก็จะร้ายแรงอย่างยิ่ง
ยิ่งสงครามดำเนินไปนานเท่าไร ความเสียหายทางเศรษฐกิจก็จะยิ่งแย่ลงเท่านั้น และหากอุปทานพลังงานจากตะวันออกกลางหยุดชะงักอย่างจริงจัง เหตุการณ์นี้อาจกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (seismic event) สำหรับเศรษฐกิจโลก เรามักพูดถึงเหตุการณ์หงส์ดำซึ่งคือแรงกระแทกที่ไม่คาดคิดที่เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจกะทันหัน และในขณะนี้ คำถามที่นักลงทุนกำลังถามคือ: ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้จะกลายเป็นเหตุการณ์หงส์ดำของปี 2569 ได้หรือไม่
บทเรียนจากประวัติศาสตร์
ทันข่าวลงทุนมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีลักษณะคล้ายกับวิกฤตพลังงานในอดีต สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันน่ากังวลเป็นพิเศษคือ เศรษฐกิจโลกเปราะบางอยู่แล้ว ก่อนวิกฤตจะเริ่ม ยุโรปเติบโตอ่อนแอ จีนมีปัญหาเชิงโครงสร้าง สหรัฐฯ เริ่มชะลอตัว (ตัวเลขตลาดแรงงานล่าสุดสูญเสีย 92,000 ตำแหน่ง) ญี่ปุ่นนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมดจึง Nikkei ลดลง 6% ใน 7 วัน
น้ำมันที่ อาจลด GDP โลกราว 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งในระดับโลกถือว่ามาก หากไปถึง หรือ ผลกระทบจะรุนแรงหลายเท่า วิกฤตพลังงานเคยเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกมาหลายครั้ง เรายังไม่มีคำตอบว่าจะเกิดขึ้นอีกครั้งหรือไม่ แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ ยิ่งสงครามยืดเยื้อ ยิ่งเสียหาย และหากอุปทานพลังงานจากตะวันออกกลางถูกกระทบอย่างจริงจัง นี่อาจเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลก
