วิเคราะห์: สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการทหารในอิหร่าน — 4 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
สหรัฐฯ ข้ามเส้น — จากวาทกรรมสู่ปฏิบัติการจริง
สถานการณ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้ทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างรวดเร็ว สหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศโดยตรงในหลายเมืองของอิหร่าน โดยประธานาธิบดี Donald Trump ได้ออกแถลงการณ์ผ่าน Truth Social ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเขา ยืนยันว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการรบครั้งใหญ่ในอิหร่านแล้ว
เป้าหมายหลักตามที่ Trump ระบุคือ “การปกป้องประชาชนชาวอเมริกันโดยการกำจัดภัยคุกคามที่ชัดเจนจากระบอบอิหร่าน” ซึ่งเขาขนานนามว่าเป็น “กลุ่มคนที่เลวร้ายและโหดเหี้ยม” ที่มีกิจกรรมคุกคามซึ่งเป็นอันตรายโดยตรงต่อสหรัฐฯ กองกำลังทหาร ฐานทัพในต่างประเทศ และพันธมิตรทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้น Trump ยังได้ตอกย้ำถึงการกล่าวหาที่ว่าอิหร่านเป็น “รัฐผู้สนับสนุนการก่อการร้ายอันดับหนึ่งของโลก” และเพิ่งจะสังหารประชาชนของตัวเองไปหลายหมื่นคนบนท้องถนนระหว่างการประท้วง
ทันข่าวลงทุนเห็นว่าจุดยืนหลักของนโยบายสหรัฐฯ และรัฐบาลของ Trump โดยเฉพาะคือ "ระบอบก่อการร้ายนี้จะไม่มีทางมีอาวุธนิวเคลียร์ได้" และย้ำว่า "พวกเขาจะไม่มีทางมีอาวุธนิวเคลียร์" การสร้างกรอบเรื่องอิหร่านในฐานะผู้สนับสนุนการก่อการร้ายและภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ในอนาคตนี้ เป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่จะดำเนินการทางทหารในเวลานี้
ข้อมูลจากแหล่งข่าวระบุว่าก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยพยายามใช้ช่องทางการทูต โดยมีการประชุมหลายครั้งกับอิหร่าน แต่การเจรจาเหล่านี้ล้มเหลว เพราะอิหร่านปฏิเสธที่จะละทิ้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์และยังคงพัฒนาโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธพิสัยไกล ซึ่งสามารถคุกคามยุโรป กองกำลังทหารสหรัฐฯ ในต่างประเทศ และอาจรวมถึงแผ่นดินสหรัฐฯ เองได้ในไม่ช้า ในทางประวัติศาสตร์แล้ว เมื่อการเจรจาถูกใช้จนหมดสิ้น การใช้กำลังทางทหารมักจะกลายเป็นทางเลือกสุดท้าย
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์นี้ลุกลามอย่างรวดเร็วและแตกต่างจากการโจมตีของสหรัฐฯ ในช่วงฤดูร้อนปี 2025 คือ รายงานการเกิดระเบิดในหลายประเทศที่สหรัฐฯ มีฐานทัพ ได้แก่ คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ซึ่งสะท้อนว่าอิหร่านกำลังตอบโต้และยกระดับความขัดแย้งข้ามพรมแดน การที่กิจกรรมทางทหารแพร่กระจายไปหลายพื้นที่นั้นเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการขยายวงความขัดแย้งอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเมื่อสถานการณ์ลุกลามข้ามพรมแดนหลายประเทศ การควบคุมสถานการณ์ให้จำกัดวงจึงกลายเป็นเรื่องที่ยากขึ้นมาก
เป้าหมายเลื่อนจาก "โจมตี" เป็น "เปลี่ยนระบอบ"
ทันข่าวลงทุนมองว่าจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สถานการณ์นี้ซับซ้อนขึ้นอย่างมากคือ เมื่อ Trump ได้กล่าวข้อความที่สำคัญและร้ายแรงยิ่งกว่าแค่การโจมตีทางทหาร เขากล่าวโดยตรงถึงสมาชิกของกองพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard) กองทัพ และตำรวจอิหร่านว่า “พวกท่านต้องวางอาวุธและจะได้รับภูมิคุ้มกันโดยสมบูรณ์ หรือมิเช่นนั้นจะเผชิญกับความตายอย่างแน่นอน”
พร้อมกันนั้น Trump ยังได้ส่งสารไปยัง “ประชาชนชาวอิหร่านผู้ยิ่งใหญ่และภาคภูมิใจ” โดยประกาศว่า “ชั่วโมงแห่งอิสรภาพของพวกท่านมาถึงแล้ว...เมื่อเราเสร็จสิ้นการปฏิบัติการนี้ จงยึดอำนาจรัฐบาลของพวกท่าน มันจะเป็นของพวกท่านที่ต้องไปเอาคืนมา” โดยเน้นย้ำว่านี่อาจเป็นโอกาสเดียวในหลายชั่วอายุคน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้นี้ได้แสดงเจตจำนงที่จะมอบสิ่งที่ชาวอิหร่านต้องการและสนับสนุนด้วย “กำลังอันท่วมท้นและอำนาจทำลายล้าง” โดยกระตุ้นให้ถึงเวลาที่จะ “ยึดกุมอนาคตของตัวเอง และปลดปล่อยอนาคตที่รุ่งเรืองและรุ่งโรจน์ที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม”
ข้อความเหล่านี้ไม่ใช่แค่การโจมตีเป้าหมายทางทหารหรือฐานนิวเคลียร์ แต่เป็นการส่งคำเตือนโดยตรงถึงผู้นำอิหร่าน พร้อมกับเรียกร้องให้มีการ "เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง" (regime change) อย่างชัดเจน ซึ่งในทางประวัติศาสตร์แล้ว เราทราบดีว่าเมื่อเป้าหมายของความขัดแย้งขยายไปถึงการเปลี่ยนระบอบ สถานการณ์มักจะยืดเยื้อ ซับซ้อน และยากต่อการคาดเดาผลลัพธ์มากขึ้นอย่างมาก
ในการกล่าวปิดท้าย Trump ได้ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงที่สุด โดยแสดงเจตจำนงที่จะยกระดับความขัดแย้งไปอีกขั้น สหรัฐฯ กำลังดำเนินการปฏิบัติการขนาดใหญ่และต่อเนื่องเพื่อ “ป้องกันเผด็จการหัวรุนแรงและชั่วร้ายนี้จากการคุกคามอเมริกาและผลประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติของเรา” โดยมีเป้าหมายที่จะ “ทำลายขีปนาวุธของอิหร่านและทำลายอุตสาหกรรมขีปนาวุธให้ราบเป็นหน้ากลอง” รวมถึง “ทำลายกองทัพเรือของอิหร่าน” และ “สร้างความมั่นใจว่ากลุ่มตัวแทนก่อการร้ายในภูมิภาคจะไม่สามารถบ่อนทำลายเสถียรภาพของภูมิภาคหรือโลกได้อีกต่อไป” วาทศิลป์ที่แข็งกร้าวเช่นนี้เป็นการส่งสัญญาณความเต็มใจที่จะยกระดับความขัดแย้งไปอีกขั้น และเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความไม่แน่นอนทั่วโลก
4 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
ทีมวิเคราะห์ของเราประเมินว่าความขัดแย้งในอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นนี้ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างน้อย 4 ประการหลัก:
- ราคาน้ำมัน — อิหร่านเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก และภูมิภาคตะวันออกกลางก็เป็นศูนย์กลางสำคัญของการจัดหาพลังงานทั่วโลก ดังนั้น การหยุดชะงักใดๆ หรือแม้แต่การคุกคามว่าจะเกิดการหยุดชะงัก จะผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมัน เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ได้รับผลกระทบ เราอาจเห็นราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง
- ตลาดการเงิน — ตลาดการเงินทั่วโลกไม่ชอบความไม่แน่นอน และความขัดแย้งนี้ได้สร้างความไม่แน่นอนในระดับสูง โดยปกติแล้ว สิ่งที่เรามักจะเห็นคือตลาดหุ้นมีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลง หรือเกิดแรงเทขายอย่างหนัก ขณะที่นักลงทุนจะเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven assets) เช่น ทองคำ ซึ่งมักจะเป็นที่พึ่งในยามที่สถานการณ์โลกมีความผันผวนและความไม่มั่นคง
- เงินเฟ้อ — ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยไปเพิ่มแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นความท้าทายที่ธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกพยายามควบคุมมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอีกครั้งจากการพุ่งขึ้นของต้นทุนพลังงาน ก็มีความเสี่ยงที่ธนาคารกลางอาจต้องชะลอหรือแม้แต่ยกเลิกแผนการลดดอกเบี้ย หรืออาจจำเป็นต้องกลับไปขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ
- การค้าโลก — เส้นทางการเดินเรือ ค่าประกันภัยการขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ล้วนมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อปริมาณการค้าโลกโดยรวม รวมถึงส่งผลให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น และยิ่งจะไปเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และท้ายที่สุดก็อาจส่งผลต่อการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยได้อีกทางหนึ่ง
3 ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้
ทันข่าวลงทุนมองว่าสถานการณ์ความขัดแย้งนี้สามารถดำเนินไปได้ใน 3 ทิศทางหลัก ซึ่งแต่ละทิศทางจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกแตกต่างกันไป:
- ฉากทัศน์ที่หนึ่ง: การจำกัดวงความขัดแย้ง (Containment) — คือความขัดแย้งยังคงจำกัดอยู่ในขอบเขตของอิหร่าน ความตึงเครียดอาจสูงขึ้น แต่จะไม่ลุกลามออกไปนอกประเทศและจะสิ้นสุดลงในที่สุด อย่างไรก็ตาม ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น การที่กิจกรรมทางทหารแพร่กระจายไปยังหลายประเทศแล้ว ทำให้ฉากทัศน์นี้ดูเหมือนจะเป็นไปได้น้อยลง
- ฉากทัศน์ที่สอง: ความขัดแย้งในระดับภูมิภาคตะวันออกกลาง (Broader Regional Conflict) — ฉากทัศน์นี้ดูเหมือนจะเป็นไปได้มากขึ้นในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีรายงานการเกิดระเบิดในหลายประเทศ การโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่าน อาจดึงประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางเข้าสู่ความขัดแย้งนี้ได้ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ เราทราบดีว่าอิสราเอลมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่แล้ว และหากอิหร่านเริ่มโจมตีฐานทัพทหารอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค การลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาคจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมาก
- ฉากทัศน์ที่สาม: การขยายวงความขัดแย้งเต็มรูปแบบ (Full Escalation) — นี่คือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งความขัดแย้งจะยืดเยื้อและอาจเกี่ยวข้องกับหลายประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะส่งผลกระทบในวงกว้างและรุนแรงที่สุดต่อเศรษฐกิจโลก ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าเมื่อความขัดแย้งลักษณะนี้เริ่มต้นขึ้น ก็มักจะยากที่จะจำกัดวงให้คงอยู่ได้
สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือ สถานการณ์นี้จะจำกัดวงอยู่แค่ภายในอิหร่านได้หรือไม่ หรือจะดึงประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางเข้ามาเกี่ยวข้อง และหากพัฒนาไปสู่ความขัดแย้งที่กว้างขึ้น ก็อาจมีประเทศอื่นๆ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งจะสร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาดและเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
มุมมองสำหรับนักลงทุน
ทันข่าวลงทุนมองว่าสิ่งที่ต้องจับตาใกล้ชิดที่สุดคือว่าเหตุการณ์นี้จะจำกัดอยู่ในกรอบหรือลุกลามเป็นสงครามภูมิภาค ฉากทัศน์ที่สองดูเป็นไปได้มากขึ้นจากรายงานระเบิดในหลายประเทศ ซึ่งจะหมายถึง ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กระทบเงินเฟ้อทั่วโลก และทำให้ธนาคารกลางต้องทบทวนแผนลดดอกเบี้ย
ประวัติศาสตร์แสดงว่าเมื่อเป้าหมายของปฏิบัติการขยายจาก "โจมตีจุดยุทธศาสตร์" ไปเป็น "เปลี่ยนระบอบ" ความขัดแย้งมักยืดเยื้อนานกว่าที่คาดมาก สิ่งนี้ควรเป็นสัญญาณเตือนสำหรับนักลงทุนที่อาจคาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเร็ว
สินทรัพย์ที่มักได้รับประโยชน์ในช่วงสงคราม ได้แก่ ทองคำ น้ำมัน และดอลลาร์สหรัฐ (ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย) ขณะที่ตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ มักปรับลดลงในระยะสั้น
