วิเคราะห์: ภาษีนำเข้าของ Trump ไม่ได้แก้ขาดดุลการค้า — เพียงสลับคู่ค้า
ขาดดุลการค้าสหรัฐฯ ยังอยู่ที่ 7 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน
ทันข่าวลงทุนมองว่าผลลัพธ์ของภาษีนำเข้า (tariff) ที่ Trump นำมาใช้ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2568 จนถูกศาลสูงสุดสั่งยกเลิกในเดือน ธ.ค. ไม่ได้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ตัวเลขล่าสุดของเดือน ธ.ค. แสดงว่าสหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงเท่าๆ กับค่าเฉลี่ยของปี 2566-2567
ทีมวิเคราะห์สังเกตว่าช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 (ธ.ค. 2567 ถึง มี.ค. 2568) ขาดดุลเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ ไม่ใช่เพราะนโยบายล้มเหลว แต่เพราะบริษัทนำเข้าสหรัฐฯ สั่งซื้อล่วงหน้า (forward purchasing) เพื่อหลบภาษีที่กำลังจะมา หลังจากนั้นขาดดุลก็ลดลงชั่วคราวถึงเดือน ต.ค. ก่อนจะกลับขึ้นมาใหม่ใน พ.ย.-ธ.ค. เมื่อมองภาพ 3 ปีย้อนหลัง แนวโน้มชัดเจนว่าขาดดุลกำลังกลับสู่ระดับเดิมก่อนมีภาษี
สินค้าขาดดุล 9.93 หมื่นล้าน — บริการเกินดุล 2.9 หมื่นล้าน
เมื่อแยกประเภท สหรัฐฯ ขาดดุลสินค้า (goods) 9.93 หมื่นล้านดอลลาร์ ในเดือน ธ.ค. แต่เกินดุลบริการ (services) 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft และ Netflix ช่วยให้สหรัฐฯ ขายบริการไปทั่วโลกได้มาก — ทุกคนซื้อ Netflix ดูทุกประเทศ ทุกคนใช้ซอฟต์แวร์จากสหรัฐฯ สุทธิแล้วจึงเหลือขาดดุลรวม 7 หมื่นล้านดอลลาร์
เมื่อดูที่การส่งออก ช่วง ส.ค.-ต.ค. การส่งออกเพิ่มขึ้นชัดเจน แต่กลับลดลงใน พ.ย.-ธ.ค. ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี สะท้อนว่าเมื่อภาษีถูกยกเลิก การนำเข้ากลับมาเร่งตัวทันที
คู่ค้าเปลี่ยน — แต่ยอดรวมไม่ลด
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ การสลับคู่ค้า:
- จีน — ขาดดุลลดลงจากราว 3 แสนล้านเหลือ 2.5 แสนล้านดอลลาร์ เป้าหมายหลักของ Trump ที่เคลื่อนไหวในทิศทางที่ต้องการ จีนเคยเป็นคู่ค้าใหญ่สุด ส่งออกสินค้ามูลค่า 4.5 แสนล้านดอลลาร์ไปสหรัฐฯ ในปี 2567 ซื้อจากสหรัฐฯ แค่ 1.6 แสนล้าน
- แคนาดา — ขาดดุลลดลงต่อเนื่อง 5 ปี ต่ำสุดในรอบ 5 ปี
- เม็กซิโก — ขาดดุลกลับเพิ่มขึ้นทุกปีจนทำสถิติใหม่เกิน 2 แสนล้านดอลลาร์
- ไต้หวัน — ขาดดุลเพิ่มจาก 8 หมื่นล้านเป็น 1.7 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว
ภาพรวมขาดดุลทั้งปี 2568 อยู่ที่ 9.15 แสนล้านดอลลาร์ ระดับสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ (ยกเว้นปี 2565 ที่มีผลกระทบจากโควิด) สิ่งที่เกิดขึ้นคือ — สินค้าที่เคยนำเข้าจากจีนถูกเปลี่ยนไปนำเข้าจากเม็กซิโกและไต้หวันแทน ยอดรวมไม่ได้ลดลง
ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง — ทำไมภาษีแก้ไม่ได้
ทันข่าวลงทุนมองว่าภาษีนำเข้ามีข้อจำกัดพื้นฐานที่หลายคนมองข้าม — ภาษีถูกบวกเข้าไปใน ราคา ของสินค้านำเข้า ทำให้มูลค่าของการนำเข้าเพิ่มขึ้นแม้ปริมาณจะลดลง ยิ่งเก็บภาษีมาก มูลค่านำเข้ายิ่งสูง ซึ่งขัดแย้งกับเป้าหมายลดขาดดุลอย่างตลกร้าย
เหตุผลเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่านั้นคือ สหรัฐฯ เป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกและร่ำรวยที่สุด ผลิตสินค้าทุกอย่างที่ต้องการบริโภคเองไม่ได้ จึงต้องนำเข้าจากประเทศที่มีต้นทุนแรงงานต่ำกว่า หากผลิตทุกอย่างในสหรัฐฯ ราคาจะสูงจนผู้บริโภคไม่ยอมซื้อ "Made in America" ดังนั้นตราบใดที่สหรัฐฯ ยังเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดและเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของโลก ขาดดุลการค้าจะยังคงอยู่ — หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เล็กลงและไม่ร่ำรวยเท่าเดิม ขาดดุลอาจลดลง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ใครต้องการ
ภาษีรอบใหม่ 15% — ยังไม่ชัดว่าจะรอด
หลังศาลสูงสุดตัดสินว่า Trump ไม่มีอำนาจเก็บภาษีนำเข้ารอบก่อน เขาตอบโต้ด้วยการประกาศภาษี 15% ทั่วโลกผ่านช่องโหว่กฎหมายอื่น โดยอ้างว่ามีวิกฤตดุลการชำระเงิน แต่ตัวเลขแสดงว่าขาดดุลไม่ได้สูงกว่าระดับที่เป็นมาหลายปี จึงยากที่จะเรียกว่า "สถานการณ์ฉุกเฉิน" ได้ มีคำถามจริงจังว่าช่องโหว่นี้จะถูกยกเลิกด้วยหรือไม่ ทันข่าวลงทุนมองว่าตลาดควรเตรียมรับความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าต่อไป
