ตลาดหุ้นเอเชียดิ่งทั่วกระดาน Nikkei-KOSPI-SET ร่วงหนัก ยุโรปเปิดลบ ฟิวเจอร์สสหรัฐฯ ไม่รอด
เอเชียแดงยกแผง ตุรกี-ดูไบ-อินเดียโดนหนัก
ตลาดหุ้นเอเชียวันที่ 13 มี.ค. 2569 ปิดร่วงแทบทุกตลาด โดย Nikkei 225 ของญี่ปุ่นปิดที่ 53,819.61 จุด ลดลง 1.2% ถูกฉุดจากหุ้นกลุ่มยานยนต์และเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่ KOSPI ของเกาหลีใต้ปิดลบ 1.72% ที่ 5,487.24 จุด ร่วงติดต่อกันเป็นวันที่สอง โดยหุ้นกลุ่มพลังงานและชิปเป็นตัวฉุดหลัก
ตลาดหุ้นไทยดิ่งหนักถึง 1.8% แตะระดับ 1,404.60 จุด ถือเป็นจุดต่ำสุดรอบใหม่ ส่วน Hang Seng ของฮ่องกงปิดลบ 0.98% และดัชนี Hang Seng Tech ร่วง 0.99% ตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ก็ไม่รอดเช่นกัน โดย Shanghai Composite ปิดลดลง 0.82% ดัชนี Shenzhen Component ลง 0.65% CSI 300 ลง 0.39% และ ChiNext ลง 0.22% มีหุ้นกว่า 4,000 ตัวปรับลง
อินเดีย-ตะวันออกกลาง-ตุรกี ไม่พ้นแรงเทขาย
ตลาดอินเดียรับแรงขายหนัก ดัชนี Nifty 50 ร่วง 1.55% ขณะที่ดัชนีเฉพาะกลุ่มร่วงหนักกว่ามาก โดย Nifty Metal Index ดิ่ง 4.1% และ Nifty India Defence Index ร่วง 3.03% สะท้อนแรงเทขายในกลุ่มโลหะและอุตสาหกรรมกลาโหม
ตลาดปากีสถาน KSE-100 Index ปรับลง 1% ส่วนตลาดดูไบโดนกระหน่ำหนักเป็นพิเศษ ดัชนีหุ้นหลักร่วง 1.7% ในช่วงเปิดตลาด และหุ้น DFM (ตลาดหลักทรัพย์ดูไบ) เองก็ร่วงถึง 4.4% ขณะที่ตุรกี ดัชนี BIST-100 ลดลง 2.2%
ยุโรปเปิดแดง ฟิวเจอร์สวอลล์สตรีทร่วง
ตลาดยุโรปเปิดทำการวันพฤหัสบดีในแดนลบเช่นกัน CAC 40 ของฝรั่งเศสร่วงหนักสุดที่ 0.87% ตามด้วย Euro Stoxx 50 ลง 0.84% DAX 30 ของเยอรมนีลง 0.79% IBEX 35 สเปนลง 0.78% FTSE MIB อิตาลีลง 0.75% และ FTSE 100 ของอังกฤษลง 0.46% ภาคเหมืองแร่ของดัชนี STOXX Europe 600 ร่วงลง 1% สะท้อนแรงกดดันจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อ่อนตัว
ฝั่งสหรัฐอเมริกา ฟิวเจอร์สก่อนเปิดตลาดชี้ทิศลง โดยฟิวเจอร์ส Nasdaq 100 ร่วงมากสุดที่ 0.48% ตามด้วย S&P 500 E-mini ลง 0.35% และ Dow Jones ลง 0.28% บ่งชี้ว่าแรงเทขายจากเอเชียและยุโรปมีแนวโน้มลามเข้าสู่วอลล์สตรีท
ภาพรวม: แรงกดดันรอบด้าน
การร่วงพร้อมกันของตลาดทั่วโลกในวันนี้เกิดจากปัจจัยกดดันหลายด้าน ทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผันผวน หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ และพลังงานเป็นกลุ่มที่ถูกเทขายหนักที่สุดในเอเชีย ขณะที่ภาคเหมืองแร่กดดันตลาดยุโรป ทำให้นักลงทุนทั่วโลกหันมาถือสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
