ญี่ปุ่นยกเลิกข้อจำกัดโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นมาตรการฉุกเฉินชั่วคราวรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง — ทำเนียบขาวศึกษาผลกระทบหากน้ำมันพุ่งถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล — ไซปรัสลดภาษี VAT ค่าไฟฟ้า ลดภาษีเชื้อเพลิง อุดหนุนเงินเดือนภาคท่องเที่ยว — ดัชนีธนาคารตุรกีร่วง 2.1%
ญี่ปุ่นยกเลิกข้อจำกัดโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นมาตรการฉุกเฉินชั่วคราว เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง
รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศ ยกเลิกข้อจำกัดการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นมาตรการฉุกเฉิน สำหรับระยะเวลาจำกัด เพื่อตอบสนองต่อวิกฤตพลังงานจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง การยกเลิกข้อจำกัดนี้จะช่วยเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าภายในประเทศในช่วงที่ LNG และน้ำมันนำเข้าอาจไม่เพียงพอ
ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่เปราะบางที่สุดจากวิกฤตพลังงาน เนื่องจากพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้าเกือบทั้งหมด การย้อนกลับไปพึ่งพาถ่านหินมากขึ้นขัดกับเป้าหมายลดคาร์บอนที่ญี่ปุ่นให้คำมั่นไว้ แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ความมั่นคงด้านพลังงานถูกจัดลำดับก่อนเป้าหมายสิ่งแวดล้อม นายกรัฐมนตรี ทาคาอิจิ ยังประกาศจะ ปล่อยน้ำมันสำรอง ดึงงบ 8 แสนล้านเยนอุดหนุนเบนซิน และเตรียมงบฉุกเฉิน 8 ล้านล้านเยนเพิ่มเติม
ทำเนียบขาวศึกษาผลกระทบหากน้ำมันพุ่งถึง 200 ดอลลาร์ — ไซปรัสลดภาษีและอุดหนุนท่องเที่ยว — ตุรกีธนาคารร่วง 2.1%
เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์กำลัง ศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นหากราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตัวเลขนี้สะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด หากสงครามยกระดับอีกและช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดเต็มรูปแบบ ราคาน้ำมัน 200 ดอลลาร์จะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรง
ฝั่งยุโรป ประธานาธิบดี ไซปรัส ประกาศมาตรการบรรเทาผลกระทบหลายชั้น ได้แก่ ลดภาษี VAT บนค่าไฟฟ้า ลดภาษีเชื้อเพลิง และอุดหนุนเงินเดือนภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว มาตรการเหล่านี้ตอกย้ำว่าประเทศขนาดเล็กในยุโรปกำลังถูกกดดันอย่างหนักจากราคาพลังงาน ดัชนีธนาคารตุรกีร่วงลง 2.1% จากความกังวลว่าวิกฤตพลังงานจะกระทบต่อคุณภาพสินเชื่อและเงินเฟ้อในตุรกีที่สูงอยู่แล้ว ค่าเงินลีราที่อ่อนค่าจากวิกฤตจะยิ่งเพิ่มต้นทุนพลังงานนำเข้าของตุรกี สร้างวงจรอุบาทว์ที่ยากจะหลุดพ้น
การที่รัฐบาลทรัมป์ศึกษาสถานการณ์น้ำมัน 200 ดอลลาร์เป็นสัญญาณที่ตลาดจับตา ตัวเลขนี้สูงกว่าที่สถาบันใดเคยคาดไว้ แม้แต่ Macquarie ที่มองสูงสุดก็ยังอยู่ที่ 150 ดอลลาร์ หากน้ำมันแตะ 200 จะเป็นราคาที่ไม่เคยเห็นในประวัติศาสตร์ ผลกระทบจะรุนแรงกว่าวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 อย่างมาก เพราะเศรษฐกิจโลกปัจจุบันมีขนาดใหญ่กว่าและพึ่งพาพลังงานมากกว่า การเตรียมแผนรับมือสถานการณ์เลวร้ายที่สุดถือเป็นสิ่งจำเป็นแม้จะน่ากังวล
สถานการณ์ด้านพลังงานจะยังเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโลกไปอีกนาน ตราบใดที่สงครามยังไม่ยุติ
ข้อมูลข้างต้นเป็นการรายงานข่าวเพื่อประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
