ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ พลิกร่วงแรง 10 ปีลด 8.4 จุดพื้นฐาน สู่ 4.307% อังกฤษ gilt ฟื้น 200 ticks ดอลลาร์อ่อนค่าลง ECB/BOE ตลาดลดเดิมพันขึ้นดอกเบี้ย — กูลส์บีเตือนเงินเฟ้อคือความเสี่ยงอันดับหนึ่ง อาจต้องขึ้นดอกเบี้ย — มิรานยังมองตัดดอกเบี้ย 4 ครั้ง ชี้ยังเร็วเกินจะตัดสินใจ
ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ พลิกร่วงแรง 2 ปีลด 8 จุด 10 ปีลด 8.4 จุด อังกฤษ gilt ฟื้น 200 ticks ดอลลาร์ดิ่ง
ตลาดตราสารหนี้พลิกทิศทางอย่างรุนแรงหลังทรัมป์ประกาศเลื่อนโจมตีอิหร่าน ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ รุ่น 2 ปีลดลง 8 จุดพื้นฐาน หลังจากเช้านี้เพิ่งแตะ 4% สูงสุดนับตั้งแต่มิถุนายน 2568 รุ่น 10 ปีลดลง 8.4 จุดพื้นฐานสู่ 4.307% ฟิวเจอร์สพันธบัตรอังกฤษ gilt พุ่งขึ้น 200 ticks yield 10 ปีลดลง 9 จุดสู่ 4.91% พันธบัตรเยอรมัน 10 ปีลดลง 5 จุดสู่ 2.98%
การพลิกทิศของผลตอบแทนพันธบัตรในวันเดียวกันนี้มีนัยสำคัญ เพราะก่อนหน้านั้นในช่วงเช้าตลาดเพิ่งรับรู้ความเสี่ยงสงครามจนผลักดันให้ yield พุ่งขึ้น แต่พอข่าวเลื่อนโจมตีออกมา นักลงทุนแห่กลับเข้าซื้อพันธบัตรอีกครั้งในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ราคาพันธบัตรเพิ่มขึ้นและ yield ลดลงพร้อมกันทั่วโลก ทั้งในสหรัฐฯ อังกฤษ และเยอรมนี การฟื้นตัวของ gilt อังกฤษถึง 200 ticks ในวันเดียวถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติและสะท้อนความตึงเครียดที่ถูกปล่อยออกมาอย่างฉับพลัน
ดัชนี ดอลลาร์สหรัฐฯ ดิ่งลงแรง ลบ 0.06% สู่ 99.5 ลบผลบวกที่สะสมมาทั้งวัน ตลาดเงิน ลดการเดิมพันการขึ้นดอกเบี้ยของ ECB และ BOE มองว่า ECB จะขึ้นน้อยกว่า 3 ครั้งในปี 2569 เทียบกับก่อนหน้าที่ Goldman Sachs คาดว่าจะขึ้น 2 ครั้ง ตลาดยังมองว่า BOE อาจไม่ต้องขึ้นดอกเบี้ยในเดือนเมษายน หลังจากที่ก่อนหน้าเพิ่งรับรู้ไปเต็มว่าจะขึ้น 25 จุดพื้นฐาน
กูลส์บีเตือนเงินเฟ้ออาจนำไปสู่ stagflation อาจต้องขึ้นดอกเบี้ย — มิรานยังมองตัด 4 ครั้ง ชี้ยังเร็วเกินตัดสิน
ประธาน Fed สาขาชิคาโก ออสแตน กูลส์บี [Austan Goolsbee] กล่าวว่า เงินเฟ้อคือความเสี่ยงอันดับหนึ่งในตอนนี้ ระบุว่า "วิกฤตน้ำมันในอดีตมักนำไปสู่ภาวะ stagflation" ที่ทั้งเงินเฟ้อและอัตราว่างงานเพิ่มขึ้นพร้อมกัน เปิดทางว่า อาจเห็นสถานการณ์ที่ต้องขึ้นดอกเบี้ย แต่ยัง "มองโลกในแง่ดีว่าดอกเบี้ยอาจลดลงได้ภายในสิ้นปี 2569 หากเงินเฟ้อพิสูจน์ได้ว่าลดลง"
กูลส์บีชี้ว่าโจทย์ที่ยากของ Fed คือการที่ราคาพลังงานสูงขึ้นพร้อมกันกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่มีอยู่แล้ว ทำให้ความเสี่ยง stagflation ซึ่งปกติจัดการยากอยู่แล้ว ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก เพราะการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้ออาจกดดันการจ้างงานในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัวอยู่แล้ว
ด้าน เอริก มิราน [Eric Miran] แห่ง CEA (Council of Economic Advisers) มองต่าง ระบุว่า ยังคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ย 4 ครั้งในปี 2569 ยังไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาขึ้นดอกเบี้ย เพราะ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะกดดันอุปสงค์ ซึ่งจะหักล้างผลกระทบเงินเฟ้อบางส่วน ย้ำว่า "ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่านโยบายการเงินควรตอบสนองต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน"
ความแตกต่างในมุมมองระหว่างกูลส์บีกับมิรานสะท้อนปัญหาที่ Fed เผชิญ กูลส์บีเป็นฝ่ายที่กังวลเรื่องเงินเฟ้อมากกว่า ชี้ว่าเงินเฟ้อสูงอยู่แล้วก่อนที่จะมีวิกฤตพลังงาน และตอนนี้วิกฤตใหม่ซ้ำเติมเข้ามาอีก ขณะที่มิรานมองว่าตลาดแรงงานยังต้องการการสนับสนุน และราคาน้ำมันสูงจะกดดันอุปสงค์จนหักล้างผลเงินเฟ้อบางส่วน ทั้งสองมุมมองมีน้ำหนักในตัวเอง และตลาดจะต้องรอข้อมูลเศรษฐกิจในสัปดาห์ข้างหน้าเพื่อตัดสินว่าฝ่ายใดอ่านสถานการณ์ได้ถูกต้องกว่ากัน
สำหรับนักลงทุน ทิศทางนโยบาย Fed จะเป็นตัวกำหนดว่าตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหวอย่างไรในสัปดาห์ข้างหน้า หากข้อมูลเงินเฟ้อออกมาสูง Fed อาจต้องเลือกทางที่ยากลำบาก คือขึ้นดอกเบี้ยท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอ การที่พันธบัตรพลิกกลับแรงขนาดนี้จากคำพูดของทรัมป์เพียงคำเดียว แสดงว่าตลาดอ่อนไหวต่อข่าวสงครามมากกว่าข้อมูลเศรษฐกิจ
ตลาดจะจับตาข้อมูลเงินเฟ้อรอบถัดไปอย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวตัดสินว่า Fed จะเลือกเดินตามแนวทางของกูลส์บีหรือมิราน
ข้อมูลข้างต้นเป็นการรายงานข่าวเพื่อประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
