ราคาพลังงานพุ่งทั่วโลกรอบ 1 เดือน ก๊าซยุโรปพุ่ง 93% น้ำมัน Brent พุ่ง 52% WTI พุ่ง 45% — CEO United Airlines เตือนน้ำมันอาจแตะ 175 ดอลลาร์ทรงตัวสูงถึงปี 2570 — กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ปล่อยใบอนุญาตขายน้ำมันอิหร่านสกัดราคาพุ่ง
ราคาพลังงานพุ่งทั่วกระดานในรอบ 1 เดือน ก๊าซยุโรปนำโด่ง 93% ตามด้วยน้ำมันทำความร้อนพุ่ง 68% และ Brent พุ่ง 52%
ตลาดพลังงานโลกปั่นป่วนหนักจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ข้อมูลราคาย้อนหลัง 1 เดือนแสดงให้เห็นการปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงในสินค้าพลังงานทุกประเภท ก๊าซธรรมชาติยุโรป พุ่งขึ้นมากที่สุดถึง 93% สะท้อนความกังวลด้านอุปทานของทวีปยุโรปที่พึ่งพาพลังงานจากหลายแหล่งในภูมิภาคที่มีความเสี่ยง ตามมาด้วย น้ำมันทำความร้อน ที่พุ่ง 68% น้ำมันดิบ [Brent] ปรับขึ้น 52% และน้ำมันดิบ [WTI] ขยับขึ้น 45%
สินค้าพลังงานอื่น ๆ ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน ราคาเบนซินเพิ่มขึ้น 39% ยูเรีย (วัตถุดิบปุ๋ย) ปรับขึ้น 35% กำมะถันเพิ่มขึ้น 23% และถ่านหินเพิ่มขึ้น 20% การที่ราคาพลังงานพุ่งขึ้นพร้อมกันทั้งกระดานเช่นนี้ สะท้อนว่าตลาดกำลังรับรู้ความเสี่ยงด้านอุปทานที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจากความไม่แน่นอนว่าเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญอย่างช่องแคบ [Hormuz] จะได้รับผลกระทบหรือไม่
CEO ของ United Airlines เตือนราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 175 ดอลลาร์ และทรงตัวในระดับสูงไปจนถึงปี 2570
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสายการบิน [United Airlines] นาย [Scott Kirby] ออกมาเตือนว่าราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 175 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีโอกาสทรงตัวในระดับสูงไปจนถึงปี 2570 (ค.ศ. 2027) มุมมองดังกล่าวมาจากผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากต้นทุนเชื้อเพลิง หากราคาน้ำมันพุ่งถึงระดับดังกล่าวจริง จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งทั่วโลก ซึ่งจะกดดันเงินเฟ้อให้พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง
สำหรับอุตสาหกรรมสายการบิน ต้นทุนเชื้อเพลิงคิดเป็นสัดส่วนราว 25-35% ของต้นทุนการดำเนินงานทั้งหมด การที่ราคาน้ำมันอาจทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลาหลายปี จะบีบให้สายการบินต้องปรับขึ้นราคาตั๋วอย่างมีนัยสำคัญ หรือไม่ก็ต้องลดเที่ยวบินที่ไม่ทำกำไร
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกใบอนุญาตพิเศษให้ขายน้ำมันอิหร่านที่บรรทุกขึ้นเรือแล้ว หวังสกัดราคาพุ่ง
ท่ามกลางราคาน้ำมันที่พุ่งสูง กระทรวงการคลังสหรัฐฯ [U.S. Treasury] ตัดสินใจออกใบอนุญาตทั่วไป [General License] อนุญาตให้มีการขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของอิหร่านที่ถูกบรรทุกขึ้นเรือแล้วก่อนเที่ยงคืนวันศุกร์ตามเวลานิวยอร์ก มาตรการนี้เป็นความพยายามของรัฐบาล [Trump] ในการเพิ่มอุปทานน้ำมันเข้าสู่ตลาดโลกเพื่อสกัดไม่ให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงจนเกินไป แม้ว่าจะอยู่ในภาวะสงครามกับอิหร่านก็ตาม ถือเป็นการบริหารจัดการที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างเป้าหมายทางทหารกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศ
ขณะเดียวกัน คิวบา ปฏิเสธคำขอของสหรัฐฯ ที่จะนำเข้าดีเซลสำหรับใช้ในสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงฮาวานา ในขณะที่ [Trump] ยังคงดำเนินมาตรการปิดล้อมน้ำมันต่อเกาะคิวบา สถานการณ์นี้สะท้อนว่าความขัดแย้งด้านพลังงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตะวันออกกลาง แต่ยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคอื่นด้วย
คำเตือน: บทความนี้เป็นการรายงานข่าวเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาปัจจัยความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน
