WTI ทะลุ $100 ต่อบาร์เรลครั้งแรก — ซีอีโอ QatarEnergy เผยสูญเสียรายได้ $20 พันล้านต่อปี 17% กำลังผลิต LNG เสียหายต้องซ่อม 3-5 ปี — คูเวตระงับโรงกลั่น 2 แห่ง — สหรัฐฯ ยืนยันไม่ห้ามส่งออกน้ำมัน
WTI ทะลุ $100 ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรก ขณะสหรัฐฯ ยืนยันไม่ห้ามส่งออกน้ำมันดิบ
ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นทะลุระดับ $100 ต่อบาร์เรล เป็นครั้งแรก ท่ามกลางความกังวลเรื่องอุปทานที่ทวีความรุนแรง ระดับราคานี้ถือเป็นหลักจิตวิทยาสำคัญที่ตลาดจับตามานาน การทะลุ $100 สะท้อนว่าตลาดประเมินว่าวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะไม่ใช่ปัญหาชั่วคราว แต่อาจยืดเยื้อเป็นเดือนหรือปี
ราคาได้แรงหนุนเพิ่มเติมหลังสำนักข่าว Politico อ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่เข้าร่วมประชุมกับผู้บริหารบริษัทน้ำมันว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่ห้ามส่งออกน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นมาตรการที่ตลาดเคยกังวลว่าอาจถูกนำมาใช้เพื่อควบคุมราคาในประเทศ การยืนยันดังกล่าวทำให้ราคาปรับตัวขึ้นต่อ เนื่องจากน้ำมันดิบสหรัฐฯ จะยังคงไหลเข้าสู่ตลาดโลกตามปกติ ไม่ถูกกักไว้เพื่อกดราคาภายในประเทศ ซึ่งหากมีการห้ามส่งออกจริง จะทำให้อุปทานในตลาดโลกลดลงไปอีกท่ามกลางวิกฤตที่มีอยู่แล้ว
ซีอีโอ QatarEnergy เผยสูญเสียรายได้ $20 พันล้านต่อปี กำลังผลิต LNG 17% ต้องซ่อม 3-5 ปี
ซีอีโอ QatarEnergy ให้สัมภาษณ์กับ Reuters เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับความเสียหายจากการถูกโจมตี โรงงาน LNG 2 จาก 14 สายและโรงงานแปรรูปก๊าซเป็นของเหลว [GTL] 1 จาก 2 แห่งได้รับความเสียหาย ทำให้กำลังการส่งออก LNG ลดลง 12.8 ล้านตันต่อปี คิดเป็นประมาณ 17% ของกำลังการส่งออก LNG ทั้งหมดของกาตาร์
รายได้ที่สูญเสียจากโรงงานที่เสียหายทั้งสามแห่งอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี และคาดว่าจะต้องใช้เวลา 3-5 ปี ในการซ่อมแซม ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าผลกระทบต่อตลาด LNG โลกจะยืดเยื้อ ไม่ใช่แค่ปัญหาชั่วคราว กาตาร์เป็นผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก ดังนั้นการสูญเสียกำลังการผลิต 17% จะส่งผลกระทบต่อตลาดก๊าซธรรมชาติทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้า LNG รายใหญ่อย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และยุโรป ที่ต้องหาแหล่งทดแทนในตลาดที่ตึงตัวอยู่แล้ว
คูเวตระงับปฏิบัติการโรงกลั่น 2 แห่งหลังถูกโจมตี — ต้นทุนขนส่งทั่วโลกพุ่ง
คูเวตระงับปฏิบัติการที่โรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่งหลังถูกโจมตี สร้างแรงกดดันด้านอุปทานเพิ่มเติมในตลาดน้ำมัน การระงับโรงกลั่นไม่เพียงกระทบกำลังการกลั่นน้ำมันในภูมิภาค แต่ยังลดการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป เช่น น้ำมันเบนซินและดีเซล ที่หลายประเทศในเอเชียพึ่งพาการนำเข้าจากอ่าวเปอร์เซีย
CMA CGM บริษัทเดินเรือรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก ประกาศเรียกเก็บค่าธรรมเนียมฉุกเฉินเชื้อเพลิงสำหรับการขนส่งภายในประเทศตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคมเป็นต้นไป ต่อจาก Maersk ที่ประกาศไปก่อนหน้า การที่บริษัทเดินเรือยักษ์ใหญ่ 2 รายพร้อมใจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมฉุกเฉิน สะท้อนว่าต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นกำลังถูกส่งผ่านไปยังผู้ใช้บริการขนส่งทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะกดดันต้นทุนสินค้าในห่วงโซ่อุปทานทุกระดับ
อินโดนีเซียพิจารณาให้ทำงานจากบ้านลดใช้เชื้อเพลิง — รัสเซียวางแผนเพิ่มกำลังกลั่น — OMV-ADNOC เลื่อน IPO
รัฐบาลอินโดนีเซียพิจารณาให้ข้าราชการทำงานจากบ้าน 1 วันจาก 5 วันทำงานเพื่อลดการบริโภคเชื้อเพลิง สะท้อนว่าผลกระทบจากวิกฤตพลังงานแพร่กระจายไปถึงนโยบายแรงงานในระดับชาติ แม้แต่ประเทศที่เป็นผู้ผลิตพลังงานเองก็ต้องออกมาตรการประหยัด อินโดนีเซียยังพิจารณาปรับเพิ่มเป้าหมายการผลิตถ่านหินเพื่อชดเชยพลังงานที่ขาดแคลนจากน้ำมันและก๊าซ
กระทรวงพลังงานรัสเซียประกาศแผนเพิ่มกำลังกลั่นน้ำมันในปี 2569 เพื่อตอบสนองความต้องการทั้งในประเทศและตลาดส่งออก Novatek เตรียมเพิ่มการส่งออกแนฟทาจากท่าเรือ Ust-Luga ในเดือนมีนาคมเป็น 5.5 แสนตัน เพิ่มขึ้นครึ่งหนึ่งจากเดือนกุมภาพันธ์ สะท้อนว่ารัสเซียกำลังฉวยโอกาสจากราคาพลังงานที่สูงในการเพิ่มปริมาณส่งออก
OMV และ ADNOC ตกลงเลื่อนการนำ Borouge Group เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จากกำหนดเดิมไปเป็นปี 2570 โดยสภาพตลาดที่ผันผวนจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ไม่เอื้อต่อการเสนอขายหุ้น IPO ในช่วงนี้
