เฟดคงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% มติ 11 ต่อ 1 — มิแรนค้านเสียงเดียวหนุนลด 25 bps — พาวเวลล์ชี้เงินเฟ้อยังสูง ตลาดแรงงานอ่อนแรง ผลกระทบวิกฤตพลังงานยังประเมินไม่ได้ — ตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งกว่า 1%
เฟดคงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% มติ 11 ต่อ 1 เสียง สตีเฟน มิแรน ค้านเสียงเดียวหนุนลดดอกเบี้ย
ธนาคารกลางสหรัฐ [Federal Reserve] มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ด้วยมติ 11 ต่อ 1 เสียง โดยผู้ว่าการ สตีเฟน มิแรน [Stephen Miran] เป็นเสียงค้านเพียงเสียงเดียวที่สนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 25 จุดฐาน ผลการประชุมครั้งนี้สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า โดยข้อมูลจาก [CME FedWatch Tool] ระบุว่าโอกาสที่เฟดจะคงดอกเบี้ยในเดือนมีนาคมอยู่ที่เกือบ 99%
แถลงการณ์ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน [FOMC] ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังคงขยายตัว แต่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูง เฟดย้ำว่า "ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงทั้งสองด้านของภารกิจคู่" ทั้งด้านเสถียรภาพราคาและการจ้างงานเต็มศักยภาพ พร้อมระบุว่าผลกระทบจากพัฒนาการในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน
ประมาณการใหม่คาดเงินเฟ้อพื้นฐาน 2.7% ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปี 2569
สรุปประมาณการเศรษฐกิจ [Summary of Economic Projections หรือ SEP] ฉบับล่าสุดของเฟดปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐาน [Core PCE] สิ้นปี 2569 ขึ้นเป็น 2.7% จากเดิม 2.5% ส่วนเงินเฟ้อรวม [PCE] คาดอยู่ที่ 2.7% เช่นกัน เพิ่มขึ้นจาก 2.4% ในประมาณการเดือนธันวาคม สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับแรงกดดันด้านราคาจากภาษีศุลกากรและราคาพลังงานที่พุ่งสูง
ค่ากลาง [Median] ของอัตราดอกเบี้ยนโยบายปลายปี 2569 อยู่ที่ 3.4% ไม่เปลี่ยนแปลงจากประมาณการก่อนหน้า บ่งชี้ว่าเฟดยังคาดว่าจะลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปีนี้ และอีก 1 ครั้งในปี 2570 ขณะที่มีผู้กำหนดนโยบาย 7 คนที่มองว่าไม่ควรลดดอกเบี้ยเลยในปี 2569 และ 1 คนมองว่าอัตราดอกเบี้ยควรสูงขึ้นในปี 2570 ด้านคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ [GDP] ปรับเพิ่มเป็น 2.4% จาก 2.3% โดยปัจจัยหลักมาจากผลิตภาพ [Productivity] ที่ดีขึ้น ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลางในระยะยาว [Longer-run neutral rate] ปรับเพิ่มเล็กน้อยเป็น 3.1% จาก 3.0%
พาวเวลล์ย้ำเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้า อุปสงค์แรงงานอ่อนตัวชัดเจน วิกฤตพลังงานเพิ่มแรงกดดันราคา
ประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ [Jerome Powell] เปิดแถลงข่าวหลังการประชุมโดยยืนยันว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังขยายตัวได้ดีพอสมควร แต่ระบุว่าอุปสงค์ด้านแรงงาน "อ่อนตัวลงอย่างชัดเจน" อัตราการว่างงานแทบไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ฤดูร้อนปีที่แล้ว และภาคเอกชนแทบไม่มีการจ้างงานสุทธิเพิ่ม พาวเวลล์ระบุว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็น "ดุลยภาพที่การจ้างงานเติบโตเป็นศูนย์" ซึ่งสมดุลแต่มีความรู้สึกว่ามีความเสี่ยงด้านต่ำ สมาชิกเฟดจำนวนมากแสดงความกังวลเกี่ยวกับการสร้างงานที่ต่ำมาก
ด้านเงินเฟ้อ พาวเวลล์ประเมินว่า [PCE] เดือนกุมภาพันธ์น่าจะอยู่ที่ 2.8% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน [Core PCE] อยู่ที่ 3.0% ซึ่งยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% อย่างมาก พาวเวลล์ชี้ว่าเงินเฟ้อที่สูงเกินเป้ามาจากสินค้าและภาษีศุลกากรเป็นหลัก และเชื่อว่าจะเห็นความคืบหน้าในการลดเงินเฟ้อจากภาษีศุลกากรภายในกลางปี แต่ยอมรับว่าอาจต้องใช้เวลามากกว่าที่หวัง
ประเด็นราคาพลังงานเป็นหัวข้อสำคัญในการแถลงข่าว พาวเวลล์กล่าวว่าผลกระทบจากราคาน้ำมันบางส่วนจะปรากฏในเงินเฟ้อพื้นฐาน เนื่องจากราคาน้ำมันส่งผลต่อค่าขนส่งหลายรูปแบบซึ่งอาจ "รั่วไหล" เข้าสู่เงินเฟ้อพื้นฐาน ราคาน้ำมันที่สูงเป็นเวลานานจะกดดันการบริโภค แต่ยังไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ พาวเวลล์ย้ำว่าเรื่องนี้ "ไม่สามารถมองข้ามได้อย่างง่ายดาย" โดยเฉพาะในบริบทที่เงินเฟ้ออยู่เหนือเป้าหมายมาแล้ว 5 ปี
พาวเวลล์เปิดทางขึ้นดอกเบี้ยแม้ไม่ใช่กรณีฐาน ชี้ AI อาจหนุนผลิตภาพแต่ระวังมองว่าจะกดเงินเฟ้อ
พาวเวลล์เปิดเผยว่าในที่ประชุมมีการพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะ ขึ้นอัตราดอกเบี้ย แม้จะยืนยันว่า "สมาชิกส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่าเป็นกรณีฐาน แต่เราไม่ตัดทางเลือกใดออกจากโต๊ะ" พาวเวลล์เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ที่ "ระดับบนของอัตราที่เป็นกลาง หรืออยู่ในเกณฑ์ตึงตัวเล็กน้อยถึงปานกลาง" ซึ่งเป็นจุดที่เหมาะสมสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน
เรื่องปัญญาประดิษฐ์ [Generative AI] พาวเวลล์ยอมรับว่าผลิตภาพที่สูงขึ้นจนถึงตอนนี้ยังไม่ได้มาจาก AI แต่น่าจะมาจากการปรับตัวในช่วงโควิด อย่างไรก็ตามเชื่อว่า AI จะช่วยหนุนผลิตภาพในอนาคต แต่เตือนว่าอย่าเพิ่งสรุปว่า AI จะช่วยกดเงินเฟ้อ เพราะในระยะสั้นการสร้างศูนย์ข้อมูล [Data Centers] จะ "ดันเงินเฟ้อขึ้นเล็กน้อย" และอาจส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลางสูงขึ้นด้วย
พาวเวลล์ยังกล่าวถึงอนาคตส่วนตัวว่ายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะอยู่ที่เฟดนานแค่ไหน แต่ยืนยันว่าหาก เควิน วอร์ช [Kevin Warsh] ไม่ได้รับการยืนยันภายในวันที่ 15 พฤษภาคม จะทำหน้าที่ประธานรักษาการจนกว่าจะมีผู้สืบทอด ตามที่กฎหมายกำหนด
ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงกว่า 1% ดอลลาร์แข็ง ผลตอบแทนพันธบัตรพุ่ง ตลาดปิดรับโอกาสลดดอกเบี้ยปีนี้
ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องหลังการแถลงข่าวของพาวเวลล์ ดัชนี S&P 500 ปิดลดลงราว 1.18% ส่วน Nasdaq Composite ลดลง 1.23% และ Dow Jones ร่วงลงกว่า 1% โดยดัชนีหุ้นเร่งลงเมื่อพาวเวลล์พูดถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ย
ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ [US Dollar Index] แข็งค่าขึ้น 0.51% แตะ 100.07 ขณะที่ค่าเงินยูโรร่วงลงสู่จุดต่ำสุดของวันที่ 1.1487 ดอลลาร์ ฟรังก์สวิสอ่อนค่าลง 1% สู่ 0.7927 ต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดตั้งแต่เดือนมกราคม ส่วนสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ [EMFX] ร่วงลงสู่จุดต่ำสุดรายวัน
ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปีพุ่งขึ้น 10 จุดฐานสู่ 3.78% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนสิงหาคม ส่วนพันธบัตรอายุ 10 ปีขยับขึ้น 1.2 จุดฐานสู่ 4.214% ตลาดฟิวเจอร์สอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นสะท้อนว่านักลงทุนมีโอกาสเพียง 50% ที่เฟดจะลดดอกเบี้ยในปีนี้ โดยหลายรายเลื่อนการคาดการณ์การลดดอกเบี้ยครั้งถัดไปออกไปเป็นเดือนเมษายน 2570
นักวิเคราะห์มีมุมมองแตกต่างกัน ริชาร์ด คลาริดา [Richard Clarida] จาก [PIMCO] มองว่าการตัดสินใจคงดอกเบี้ยเป็น "เชิงผ่อนคลายเชิงบวก [Dovish Constructive]" ขณะที่ บ็อบ มิเชล [Bob Michele] จาก [JPMorgan] แสดงความ "ตกใจ" กับการตัดสินใจของเฟด เพราะมองว่ามีผลกระทบจริงต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ด้าน โมฮาเหม็ด เอล-เอเรียน [Mohamed A. El-Erian] ชี้ว่าเจ้าหน้าที่เฟดกำลังรอดูข้อมูลเพิ่มเติมก่อนปรับนโยบาย
